แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทารก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ทารก แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

ไขข้อข้องใจ ตุ่มบริเวณลานนมคืออะไร? เกี่ยวอะไรกับยาคุมกำเนิด

ในแถวๆ ลานนมนั้น จะมีต่อมไขมันชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย เรียกว่าต่อม Montgomery glandโดยมันจะทำหน้าที่ในการสร้างสารที่มีกลิ่นแบบเดียวกับกลิ่นของน้ำคร่ำ เพื่อให้ทารกแรกเกิดได้กลิ่น แล้วตามกลิ่นที่คุ้นเคยมาจนเจอหัวนมได้ในที่สุด เป็นเสมือนแผนที่นำทางของทารกนั่นเอง ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยให้ทารกเรียนรู้ได้ว่าคนไหนเป็นแม่ และเริ่มต้นดูดนมแม่ได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ทารกเรียนรู้การดูดนมได้ด้วยตัวเอง (self-attachment) หรือ ที่เรียกกันว่า breast crawl 


ตุ่มเหล่านี้จะมีประมาณ 4 – 28 ตุ่ม อาจเพิ่มหรือขยายขนาดได้ ในกรณีได้ฮอร์โมนเพิ่ม เช่น การทานยาคุมกำเนิด หรือช่วงมีประจำเดือน

อาการตุ่มขึ้นแบบนี้ ถือว่าเป็นปกติ ไม่มีอันตราย และไม่เกี่ยวกับมะเร็ง นะครับ แต่หากตุ่มไขมันนี้เกิดการอักเสบ ก็จะทำให้มีอาการปวด บวม แดง เจ็บบริเวณนั้นได้ ก็ไม่มีอันตรายอะไร รักษาเหมือนเป็นผิวหนังอักเสบ ครับ

โดยหากนำทารกแรกเกิดที่ยังไม่เช็ดตัวหรืออาบน้ำ ได้เลียมือตัวเองเพื่อลิ้มชิมรสและได้กลิ่นของน้ำคร่ำ ทารกจะพยายามเคลื่อนที่ตามหากลิ่นที่หลั่งจากต่อม Montgomery ประกอบกับการที่สายตาของทารกแรกเกิดจะมีความสนใจเป็นพิเศษต่อสิ่งที่เป็นวงกลมและเป็นสีดำขาวตัดกัน ซึ่งนั่นก็คือ หัวนมคุณแม่นั่นเอง ในที่สุดทารกแรกเกิดก็จะหาหัวนมคุณแม่ได้เจอ และเริ่มต้นดูดนมได้เอง โดยที่เราไม่ต้องช่วยเลย

สารตัวนี้ช่วยให้ทารกมีความต้องการอยากดูด พฤติกรรมนี้จำเพาะเจาะจงสำหรับสัตว์แต่ละเผ่าพันธุ์ นั่นคือ ทารกคนจะไม่ตอบสนองต่อกลิ่นของแม่วัว

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เพื่อสนับสนุนให้ลูกของสัตว์แต่ละชนิดได้ดูดนมแม่ของตัวเองตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า กฏเกณฑ์บางอย่างที่คนสร้างขึ้นกลับทำให้สิ่งเหล่านี้สูญหายไป เช่น การแยกแม่ลูกทันทีที่คลอด การนำลูกไปอาบน้ำทำความสะอาดก่อนที่จะให้ลูกได้เริ่มต้นดูดนมแม่ทันที การเสริมนมผงให้ทารกโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เหล่านี้จึงทำให้ การให้นมแม่กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และล้มเหลว


ที่มา - นพ. หะสัน มูหาหมัด และ Lakeshore Medical Clinic's
Read More

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การให้นมแม่ช่วยพัฒนาสมองได้อย่างไร

สมองของทารกแรกเกิดมีขนาดเพียง1/4 ของสมองผู้ใหญ่เท่านั้น ทารกต้องการการเลี้ยงดูและสารอาหารที่เหมาะสมในช่วงอายุ3ปีแรก เพื่อให้สมองมีการเจริญพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละคน โครงสร้างสมองแบ่งเป็นส่วนๆตามการทำหน้าที่ สมองชั้นนอก สมองส่วนหน้า สมองส่วนหลัง สมองชั้นในและก้านสมอง เซลล์ประสาทในสมองจำนวนนับล้านล้านเซลล์มีการติดต่อสื่อสารส่งสัญญาณกัน ผ่านเส้นใยประสาท เกิดเป็นวงจรในสมองมากมาย นมแม่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองลูก เพราะ



 1.การอุ้มลูกขึ้นมาดูดนมแม่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนของทารกได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่กินนมแม่ 
2. เมื่อแม่อุ้มลูกขึ้นดูดนนมแม่ มีการส่งสัญญาณประสาทที่ผิวหนัง ที่ดวงตา ที่หู ลิ้น. ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน ทำให้ทารกมีปฏิกริยาสนองตอบ เกิดวงจรประสาทใหม่ๆขึ้นตลอดเวลา 
3. สารอาหารในน้ำนมแม่มีส่วนช่วยสร้างเส้นใยประสาท เปรียบเทียบเส้นใยประสาทกับสายไฟฟ้า. สายไฟฟ้า จะมีฉนวนหุ้มอยู่ข้างนอกเพื่อให้ส่งไฟฟ้าได้ดี เส้นใยประสาทก็เช่นกันมีแผ่นไขมันหุ้มอยู่โดยรอบ เพื่อให้การส่งสัญญาณประสาทมีประสิทธิภาพ 

สารอาหารในน้ำนมแม่นี่แหละที่ช่วยการสร้างแผ่นไขมันนี้ :

Cholesterol. DHA และไขมันอื่นๆช่วยกันสร้างแผ่นไขมัน (myelin sheath) Sialic acid ในรูปของ ganglioside พบสูงมากที่บริเวณเชื่มต่อของปลายประสาท น้ำนมแม่มีกรด Sialic สูงถึง 0.3-1.5mg/ml Taurine. เป็นกรดอะมิโนอิสระที่พบมากที่สุดในน้ำนมแม่ ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาท ช่วยฟื้นฟูจอประสาทตา สารอาหารที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีสารประกอบอีกมากมายในน้ำนมแม่ ที่ประสานการทำงาน และรวมพลังกัน ไม่ได้มีตัวใดตัวหนึ่งเป็นพระเอก ดังนั้น การที่นมผงกล่าวว่า ได้เติมสารนั้นนี้ตามที่มีในน้ำนมแม่ ก็ไม่ได้แปลว่า สารเหล่านั้นจะทำงานได้เหมือนในน้ำนมแม่ เพราะ ขาดส่วนประกอบอื่นอีกมากมายที่จะมาทำงานด้วยกัน เรื่องนมแม่ ไม่มีใครเป็นฮีโร่เพียงคนเดียวค่ะ เราช่วยเหลือ ร่วมกันทำงาน จึงเกิดเป็นพลังขึ้นมาได้ สารอาหาร และส่วนประกอบในน้ำนมแม่ ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกของเราค่ะ

ที่มา -- มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
Read More

วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อย่าถ่ายรูปทารกน้อยโดยเปิดแฟลช อาจทำให้ทารกเป็นแบบนี้

ทารกวัย 3 เดือน ตาบอดสนิท เนื่องจากถ่ายรูปโดยลืมปิดแฟลช



เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2558 ที่ผ่านมาเว็บไซต์สื่อนอกเผยเรื่องสุดสลดใจของเด็กทารกน้อยไม่ทราบชื่อวัย 3 เดือน หลังจากเพื่อนของครอบครัวใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายทารกในระยะใกล้เพียงแค่ 25 เซนติเมตรและลืมปิดแฟลช จากนั้นไม่นานนัก พ่อ-แม่ของทารกน้อยรายนี้ ก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติกับการมองเห็นของลูกน้อย จึงนำส่งโรงพยาบาลทันที

ภายหลังการตรวจทางแพทย์ระบุว่า ดวงตาของทารกน้อยรายนี้ได้รับความเสียหายแบบถาวรและไม่สามารถศัลยกรรมแก้ไขได้ เนื่องจากแสงแฟลชที่ได้รับในระยะใกล้มีความเข้มของแสงมากจึงทำลายเซลล์บริเวณมาคูลา หรือกลางจอประสาทตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ตาใช้ในการโฟกัสแสง อีกทั้งบริเวณมาคูลาจะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จนกว่าเด็กจะอายุได้ 4 ขวบ ยิ่งเป็นเด็กทารกจึงมีความบอบบางมาก ดังนั้นความเสียหายที่ทารกน้อยได้รับจึงทำให้ศูนย์เสียการมองเห็นส่วนกลาง เป็นเหตุให้ตาซ้ายสามารถมองเห็นได้น้อยลง ส่วนตาขวานั้นบอดสนิท

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้ข้อมูลว่า  การใช้แฟลชถ่ายรูป จะทำให้เด็กทารกตาบอดจริงหรือไม่นั้น ... คำตอบคือ "ไม่จริง"  เนื่องจากจริงๆแล้วเด็กทารกนั้นได้รับการปกป้องจากแสงแฟลชยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก เพราะเด็กๆ จะไม่ค่อยสนใจในการถ่ายรูปและจะไม่จ้องตรงไปที่กล้อง ยิ่งกว่านั้น ดวงตาของเด็กทารกจะมีม่านตาที่แคบกว่าของผู้ใหญ่ และทำให้แสงเข้าไปยังเรติน่าน้อยกว่า แสงแฟลชจากกล้อง ถึงจะถ่ายหลายๆ ครั้ง ก็ไม่ได้ทำอันตรายกับสายตาของเด็ก เพราะถึงมันจะดูเหมือนว่าจ้ามาก แต่จริงๆ แล้วมันไม่ได้มากไปกว่าแสงแดดธรรมดาเลย

อย่างไรก็ตามถึงแม้แสงแฟลชจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อดวงตาของลูกน้อยมากนัก แต่คุณพ่อคุณแม่ ก็ควรระมัดระวังไว้จะดีกว่านะคะ

ภาพจาก http://kanlaizhou.net
Read More
loading...