แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ตั้งครรภ์ต้องรู้ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่ตั้งครรภ์ต้องรู้ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไรกับแม่ตั้งครรภ์?

ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ลูกน้อยนอนอุ่นๆ อยู่ในท้องคุณแม่นั้น ลูกจะถูกปกป้องจากการกระทบกระเทือนต่างๆ จากภายนอก ด้วยถุงน้ำคร่ำ ที่ในช่วงแรกก่อนที่ลูกจะได้รับสารอาหารต่างๆ ผ่านทางสายสะดือจากคุณแม่ ลูกก็กินน้ำคร่ำเนี่ยแหละค่ะ กินเสร็จก็ถ่ายออกมา หมุนเวียนอยู่อย่างนี้  ...น้ำคร่ำ หรือ Amniotic fluid คือ น้ำที่อยู่รอบๆ ตัวทารกในครรภ์ น้ำคร่ำสร้างเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 30-40 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อวัน จนมีปริมาณถึง 4,000 ซีซี ปริมาณน้ำคร่ำจะเริ่มลดลงในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 36 สัปดาห์เป็นต้นไป และลดลงอย่างมากหลังอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ จึงเป็นที่มาว่าทำไมการตั้งครรภ์ไม่ควรให้คลอดเกินอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จากภาวะน้ำคร่ำน้อยนั่นเอง

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไร? 



น้ำคร่ำประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น โซเดียม คลอไรด์ เหล็ก ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของทารก และควบคุมอุณหภูมิของทารก ช่วยเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากแรงกระแทกต่างๆ ที่ผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่ และช่วยให้ทารกเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาการอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อรวมไปถึงข้อ

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ น้ำคร่ำสร้างจากถุงการตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า ถุงแอม เนี่ยน (Amnion) ส่วนในช่วงไตรมาสที่สอง หลังจากระบบขับถ่ายทารกในครรภ์เริ่มพัฒนา(8-11 สัปดาห์) น้ำคร่ำส่วนใหญ่มาจากการถ่ายปัสสาวะของทารกในครรภ์ (Fetal urine) โดยจะสร้างได้ถึงวันละ 700-900 ซีซี ในครรภ์ใกล้ครบกำหนด

น้ำคร่ำหมุนเวียนโดยเมื่อสร้างออกมาอยู่ในถุงน้ำคร่ำแล้ว ทารกก็จะกลืนเข้าไปทางปาก(เริ่มที่ 8-11 สัปดาห์) และดูดซึมโดยลำไส้ นอกจากนี้ยังเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ และดูดซึมโดยเส้นเลือดในถุงลม นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนน้ำคร่ำในส่วนอื่นๆ อีก เช่น ผิวหนังทารกในครรภ์ ถุงหุ้มตัวทารก หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดสายสะดือ

ลูกจะได้ประโยชน์จากน่ำคร่ำอย่างต่อเนื่องทั้ง 40 สัปดาห์ คุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องของการทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานอาหารที่เป็นโปรตีน เช่น นมถั่วเหลือง ไข่ เนื้อไก่ เนื้อปลา และก็ต้องดื่มน้ำให้มากด้วยนะคะที่สำคัญต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอด้วย



Read More

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ลูกสะอึกบ่อยเป็นอันตรายไหม? เกิดจากอะไร? ต้องกินน้ำไหม?

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวแบบผิดจังหวะของกล้ามเนื้อกระบังลมที่เป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง (กล้ามเนื้อกระบังลม คือ อวัยวะที่กั้นอยู่ระหว่างปอดกับช่องท้อง ทำหน้าที่ช่วยในการหายใจ)
.
เด็กทารกมักมีอาการสะอึกบ่อยๆเป็นเรื่องปกติค่ะ มักเป็นตามหลังทานนมอิ่มๆ เนื่องจากกระเพาะ อาหารของเด็กทารกอยู่ชิดกับกล้ามเนื้อกระบังลม เมื่อมีการขยายขนาดของกระเพาะย่อมไปรบกวนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อกระบังลมทำให้มีการสะอึกเกิดขึ้น วิธีทำให้หยุดสะอึกมีหลายวิธี เช่น การอุ้มลูกพาดบ่าเดินไปเดินมาเพื่อเร่งให้น้ำนมไหลออกจากกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ให้ลูกกลับมาดูดนมแม่ต่ออีกหน่อย หรือการดูดน้ำในกรณีที่เด็กกินนมผง เพราะการดูดจะไปตัดวงจรการสะอึก ทำให้หยุดสะอึกเร็วขึ้น


.
การสะอึกไม่เป็นอันตรายแก่ลูก โดยธรรมชาติแล้วเด็กจะหยุดสะอึกเองได้ (เหมือนการสะอึกเมื่อลูกอยู่ในท้องคุณแม่ ทำให้พุงคุณแม่กระเพื่อมเป็นจังหวะตึ้กๆๆ ไม่ต้องมีใครช่วยให้หยุดสะอึก แต่ลูกหยุดสะอึกได้เอง) อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นหลัง 4-5 เดือน จะไม่มีอาการสะอึกบ่อยๆแล้ว หากลูกยังมีอาการสะอึกบ่อยและหยุดสะอึกยาก อาจเป็นอาการบ่งถึงความผิดปกติบางอย่าง เช่น

• ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม เช่น สมองอักเสบ เนื้องอกสมอง การได้รับบาดเจ็บที่สมอง

• ความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ใกล้กล้ามเนื้อกระบังลมทำให้มีการรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม เช่น การเป็นเนื้องอกของอวัยวะบริเวณใกล้กระบังลม ภาวะเยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ การไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารไปที่หลอดอาหาร ภาวะหลอดอาหารอักเสบ

• ความผิดปกติของเคมีในร่างกาย เช่น การได้รับอัลกอฮอลเกินขนาด ภาวะไตวาย

• การมีสิ่งแปลกปลอมหรือแมลงอุดตันในช่องหู

ดังนั้นหากคุณแม่สงสัยว่าลูกมีอาการสะอึกที่อาจเป็นภาวะที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการสะอึกที่แท้จริงได้ค่ะ

ข้อมูลจากสุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Read More
loading...