แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างไร

สมองของทารกในครรภ์ อาจสามารถรับรู้สภาพอารมณ์ของว่าที่คุณแม่ในช่วงต่างๆ ได้และด้วยเหตุนี้เองที่อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังคลอดออกมา

อยากให้ลูกแข็งแรง มีความสุข ฉลาด อารมณ์ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หากรอให้คลอดก่อนแล้วค่อยสร้างอาจจะช้าเกินไปค่ะ เพราะนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกน้อยปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของคุณ หัวใจดวงเล็กๆ ก็เริ่มทำงาน เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาไปเป็นร่างน้อยๆ ของลูก ฉะนั้น หากคุณต้องการสร้างลูกให้แข็งแรงร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาแล้วล่ะก็ ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณรู้ตัวว่าตั้งครรภ์



ซึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว เรื่องอารมณ์ของคุณแม่ก็มีผลต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 1000 วันแรกนับตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ ไปจนถึงลูกอายุครบ 2 ปี สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของลูกแทบทุกด้านไปจนตลอดชีวิต ฉะนั้นหากต้องการให้ลูกมีสภาพจิตใจที่ดีไปจนเติบใหญ่ ว่าที่คุณแม่ก็ต้องดูแลสภาพจิตใจและอารมณ์ของตนเองนับตั้งแต่วันนี้

อารมณ์ของแม่ท้อง กับสมองลูกในครรภ์

มีการศึกษาที่พบว่าสมองของทารกในครรภ์ อาจสามารถรับรู้สภาพอารมณ์ของว่าที่คุณแม่ในช่วงต่างๆ ได้ และด้วยเหตุนี้เองที่อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังคลอดออกมา

โดยการศึกษาที่ทำโดยนักวิจัยจาก คณะ psychiatry and human behavior มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่าทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีสภาพอารมณ์คงที่ ทำคะแนนการทดสอบด้านจิตใจและการเคลื่อนไหวได้ดีกว่า ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์แปรปรวนขณะตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะจากมีควมสุขเป็นซึมเศร้า หรือจากซึมเศร้าเป็นมีความสุข ทารกจะทำคะแนนการทดสอบด้านต่างๆ ได้น้อยกว่า

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาว่าที่คุณแม่จำนวน 221 ราย และติดตามผลทารกหลังคลอดจนกระทั่งอายุ 1 ปี พบว่าเมื่ออายุ 6 เดือน ทารกที่คลอดจากคุณแม่ที่มีสภาพอารมณ์คงที่ (ไม่ว่าจะซึมเศร้า หรือไม่ซึมเศร้า) จะทำการทดสอบพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า หนูน้อยที่คลอดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์แปรปรวนในขณะและหลังตั้งครรภ์ เมื่ออายุครบ 1 ปี ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์คงที่ ทำคะแนนทดสอบพัฒนาการทางจิตใจได้ดีกว่า ขณะที่คะแนนทดสอบด้านพัฒนาการทางร่างกายนั้นไม่พบความแตกต่าง

จะเห็นได้ว่า....
สภาพอารมณ์ของคุณแม่ส่งผลต่อจิตใจของลูกในระยะยาว ที่เป็นเช่นนี้นักวิจัยระบุว่า เพราะทารกในครรภ์มีบทบาทสำคัญอย่างมากที่จะกำหนดพัฒนาการด้านต่างๆ ของตัวเอง เมื่อคลอดออกมา หนูน้อยจะตอบสนองโลกภายนอกตามสิ่งที่เขาสัมผัสได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กล่าวคือ หากแม่ท้องมีสภาพอารมณ์แปรปรวนอยู่เสมอ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กหงุดหงิดง่าย ปรับตัวยาก งอแง เป็นต้น



Read More

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไรกับแม่ตั้งครรภ์?

ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ลูกน้อยนอนอุ่นๆ อยู่ในท้องคุณแม่นั้น ลูกจะถูกปกป้องจากการกระทบกระเทือนต่างๆ จากภายนอก ด้วยถุงน้ำคร่ำ ที่ในช่วงแรกก่อนที่ลูกจะได้รับสารอาหารต่างๆ ผ่านทางสายสะดือจากคุณแม่ ลูกก็กินน้ำคร่ำเนี่ยแหละค่ะ กินเสร็จก็ถ่ายออกมา หมุนเวียนอยู่อย่างนี้  ...น้ำคร่ำ หรือ Amniotic fluid คือ น้ำที่อยู่รอบๆ ตัวทารกในครรภ์ น้ำคร่ำสร้างเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 30-40 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อวัน จนมีปริมาณถึง 4,000 ซีซี ปริมาณน้ำคร่ำจะเริ่มลดลงในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 36 สัปดาห์เป็นต้นไป และลดลงอย่างมากหลังอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ จึงเป็นที่มาว่าทำไมการตั้งครรภ์ไม่ควรให้คลอดเกินอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จากภาวะน้ำคร่ำน้อยนั่นเอง

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไร? 



น้ำคร่ำประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น โซเดียม คลอไรด์ เหล็ก ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของทารก และควบคุมอุณหภูมิของทารก ช่วยเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากแรงกระแทกต่างๆ ที่ผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่ และช่วยให้ทารกเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาการอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อรวมไปถึงข้อ

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ น้ำคร่ำสร้างจากถุงการตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า ถุงแอม เนี่ยน (Amnion) ส่วนในช่วงไตรมาสที่สอง หลังจากระบบขับถ่ายทารกในครรภ์เริ่มพัฒนา(8-11 สัปดาห์) น้ำคร่ำส่วนใหญ่มาจากการถ่ายปัสสาวะของทารกในครรภ์ (Fetal urine) โดยจะสร้างได้ถึงวันละ 700-900 ซีซี ในครรภ์ใกล้ครบกำหนด

น้ำคร่ำหมุนเวียนโดยเมื่อสร้างออกมาอยู่ในถุงน้ำคร่ำแล้ว ทารกก็จะกลืนเข้าไปทางปาก(เริ่มที่ 8-11 สัปดาห์) และดูดซึมโดยลำไส้ นอกจากนี้ยังเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ และดูดซึมโดยเส้นเลือดในถุงลม นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนน้ำคร่ำในส่วนอื่นๆ อีก เช่น ผิวหนังทารกในครรภ์ ถุงหุ้มตัวทารก หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดสายสะดือ

ลูกจะได้ประโยชน์จากน่ำคร่ำอย่างต่อเนื่องทั้ง 40 สัปดาห์ คุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องของการทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานอาหารที่เป็นโปรตีน เช่น นมถั่วเหลือง ไข่ เนื้อไก่ เนื้อปลา และก็ต้องดื่มน้ำให้มากด้วยนะคะที่สำคัญต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอด้วย



Read More

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การตั้งท้องที่สองต่างจากท้องแรกหรือไม่

คุณแม่ท้องที่สองมักรับรู้สัญญาณการตั้งครรภ์ในช่วงต้นได้ไวกว่าท้องแรก ท้องที่สองมีแนวโน้มว่าขนาดท้องจะใหญ่เร็วกว่าและมีขนาดท้องที่ใหญ่กว่าเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องและมดลูกเคยผ่านการขยายตัวมาแล้ว ท้องที่ใหญ่ขึ้นอาจส่งผลต่อการปวดหลังและการเจ็บครรภ์ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หลวมตัวมากขึ้นจะทำให้คุณแม่รู้สึกถึงการเตะของลูกได้ได้เร็วขึ้น อาจรู้สึกถึงการเตะของลูกได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ การคลอดครั้งที่สองมักจะง่ายและเร็วกว่าเพราะกล้ามเนื้อต่างๆเคยหย่อนและคลายตัวตอนคลอดครั้งแรกแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนตัวกลับแข็งแรงขึ้น เพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนนี้จะทำให้เกิดเจ็บท้องและปวดหลังมากขึ้น การควบคุมจังหวะชีวิตให้ช้าลงและผ่อนคลายจิตใจไม่เครียดจะช่วยลดอาการปวดหัวตอนเช้าๆ เพราะความเครียดที่เกิดจากการเลี้ยงลูกคนแรกด้วยจะทำให้หมดพลังงานได้ง่ายๆและเป็นตะคริว ดังนั้นระหว่างวันควรหยุดพักให้บ่อยขึ้น


เพิ่งคลอดได้สามเดือนแล้วตั้งท้องลูกคนใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร
          ร่างกายของคุณแม่ยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อม แต่ต้องไม่เครียดกับการเตรียมตัว การกินอาหารร่างกายแม่อาจยังสะสมวิตามินและสารอาหารต่างๆไม่ทัน ฉะนั้นต้องกินเข้าไปชดเชยมากกว่าปกติเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และคุณลูกในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยเน้นที่โปรตีนและธาตุเหล็ก อย่างไรก็ดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้อาหารเสริม ต้องตั้งเป้าเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสม หากให้นมลูกคนแรกด้วยต้องแน่ใจว่าไม่ฝืนร่างกายคุณแม่ ถ้าร่างกายไม่ไหวควรใช้นมผงช่วยหรือหย่านมแม่เลย ต้องให้แน่ใจว่าอาหารที่แม่กินจะมีพลังงานเพียงพอสำหรับแบ่งให้ลูกที่กินนมแม่และลูกในท้องด้วย คุณแม่พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้มากกว่าคนทั่วไป หาคนมาช่วยแบ่งเบางานบ้านและงานที่ไม่จำเป็น ร่วมทั้งหาผู้ช่วยเลี้ยงลูกคนแรกด้วย


เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก
            เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก และกลัวว่าจะเกิดซ้ำในการตั้งท้องที่สอง ก่อนอื่นเมื่อตั้งครรภ์ท้องที่สองควรบอกแพทย์เมื่อฝากครรภ์ไว้ก่อนว่ามีประวัติการคลอดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเสริมการตั้งครรภ์ในช่วงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 จนถึงสัปดาห์ที่ 36 เพื่อลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนของการตั้งครรภ์
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

9 สาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก

1.ประวัติเคยเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมาก่อน (Pelvic inflammatory disease: PID) ซึ่งการติดเชื้อทำให้เกิด การทำลายสภาพปกติของท่อนำไข่ ซึ่งเป็นที่เดินทางของไข่  ซึ่งปกติภายในท่อนำไข่จะมี เซลล์ ที่คล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ (Cilia) คอยโบกให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวเข้าไปสู่โพรงมดลูก เมื่อเซลล์เหล่านี้เสียหายก็ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด



2.ภาวะมีบุตรยาก และการกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมนในปริมาณสูงๆ มีโอกาสเกิดท้องนอกมดลูกได้สูงกว่าคนปกติถึง 4 เท่า นอกจากนี้ในกลุ่มผู้มีบุตรยากมักมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ซึ่งมักทำให้เกิดพังผืดบริเวณท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่ผิดรูป และตีบตันได้

3.การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine device: IUD) โอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกประมาณร้อยละ 3-4 โดยห่วงอนามัยชนิดที่มีทองแดงมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกน้อยกว่าห่วงชนิดอื่นๆ เพราะกลไกของห่วงอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกเท่านั้น


4.การเคยได้รับสารกลุ่ม diethylstilbestrol(DES) เป็นฮอร์โมนเพศหญิง หรือ เอสโตรเจน (Estrogen)ในระดับสูงๆ ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่าคนปกติ 3-5 เท่า ปัจจุบันยานี้เลิกใช้ไปแล้ว แต่พบว่าการที่ผู้หญิงบางคน ได้รับยาคุมกำเนิดชนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงๆ  ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูงขึ้นเช่นกัน

5.การผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่ การขูดมดลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด รบกวนการเดินทางของไข่

6.การสูบบุหรี่ ทำให้เกิดตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าคนปกติ 1.6-3.5 เท่า

7.การทำหมัน ทำให้เกิดการท้องนอกมดลูกหลังทำหมันได้ประมาณร้อยละ 6 และมักเป็นในช่วงหลังจาก 2 ปีหลังการทำหมันไปแล้ว

8.ประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำในท้องถัดไป ได้ร้อยละ 10-25

9.อายุ ในกลุ่มที่อายุมาก (35-44 ปี) มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่ากลุ่มอายุน้อย (15-24 ปี) ถึง 4 เท่า เชื่อว่าอาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อท่อนำไข่ ( myoelectrical ) ทำให้การเคลื่อนไหวบีบตัวของท่อนำไข่ทำงานน้อยลง


Read More

ไขข้อข้องใจ! คุณแม่ผ่าคลอด มีลูกได้กี่คน?

คลอด...ฉากสำคัญของกระบวนการเป็นแม่ที่ผู้หญิงต้องเผชิญ หากจะถามเจ้าตัวว่าเธออยากคลอดเองตามธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติ แบบที่ต้องอาศัยคมมีดผ่าตัด เชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ แม้ว่าใจหนึ่งอดประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งที่ต้องเผชิญไม่ได้ อย่างเช่น ความเจ็บปวด หรือร้อยแปดพันเก้าที่คนเขาเล่าว่า... มันเป็นช่วงเวลาวิกฤติเจียนตาย

ในยุคหลังๆ ที่ผ่านมา ผู้หญิงเราจึงหันหลังให้ความเจ็บปวดในการคลอดตามธรรมชาติ หันมาเรียกร้องต้องการให้กำเนิดแบบสบายๆ ไร้ความเจ็บปวดด้วยวิธีผ่าคลอดในอัตราสูงขึ้นทุกทีๆ แล้วเลยเถิดไปถึงผ่าคลอดด้วยต้องการกำหนดฤกษ์เกิดให้ลูก ยิ่งมีการเสนอข้อมูลชวนให้คล้อยตามว่า ผ่าคลอดดีกว่าคลอดเอง อ้างอิงถึงความน่ากลัว เสี่ยงอันตรายต่างๆ นานาของการคลอดเองตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็สรรเสริญการคลอดด้วยวิธีผ่าตัดว่าดีกว่า ปลอดภัยกว่า ทั้งต่อแม่และลูกน้อยชวนให้เข้าใจว่า การคลอดเองตามธรรมชาติจะทำให้แม่บอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีผลอย่างมากต่อชีวิตเซ็กซ์หลังคลอด (ถึงกับหย่าร้างกันเพราะช่องคลอดหลวม) ลูกน้อยเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน มีศีรษะเบี้ยว ยาว ปากเบี้ยว กะโหลกร้าว เลือดคั่งในสมอง เกิดความสับสนว่าการคลอดด้วยตัวเองที่ผู้หญิงนับล้านเคยคลอดมาแล้วนั้นมันเสียหายร้ายแรงถึงเพียงนี้หรือ อย่างนี้เปลี่ยนเป็นผ่าตัดคลอดกันทุกคนมิดีกว่าหรือ วันนี้มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการผ่าไม่ผ่า ที่เราได้ยินได้อ่านมา



โดยปกติแล้วคุณแม่ที่ผ่าคลอดบุตรคุณหมอจะแนะนำให้มีลูกแค่ 2 คนเท่านั้น และเว้นช่วงการมีลูกห่างกัน 2 ปี เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนร่างกายและกันเรื่องแผลที่ผ่าจะแยก หรือเรื่องมดลูกจะแตก ดังนั้นหลังผ่าคลอดควรเว้นระยะไปซักนิดถ้าต้องการมีลูกคนต่อไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ค่ะ

แต่ในปัจจุบัน คุณแม่ผ่าคลอดบางคน ผ่าคลอดลูก 3-4 คน ก็มีมาแล้ว หรือ บางคนเว้นช่วงยังไม่ถึงปี ก็ตั้งครรภ์คนต่อไปเลยแบบนี้ก็มีค่ะ คุณแม่ผ่าคลอดจะมีลูก 2 คน 3 คน หรือ 4 คน ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด คุณหมอจะดูข้อจำกัดของคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้ว ดังนี้


  • อายุของคุณแม่มากเกินไปหรือไม่
  • แผลผ่าคลอดครั้งที่แล้ว หนาบางแค่ไหน
  • มีพังผืดที่ท้องมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีมากไม่สมควรผ่าคลอดอีกค่ะ
  • โรคประจำตัวที่อาจจะแทรกซ้อนรุนแรงขณะที่ตั้งครรภ์

ในกรณีคุณแม่ที่ผ่าคลอดแล้วต้องการมีลูกมากกว่า 2 หรือ 3 คนขึ้นไปคุณหมอจะตรวจร่างกายของคุณแม่อย่างละเอียด เช่น ตรวจภายใน ตรวจมดลูก และโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ผ่าคลอดที่ต้องการมีลูก 3-4 คนขึ้นไปต้องดูแลร่างกายตัวเองให้มากกว่าปกติและทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดเท่านั้นค่ะ
Read More

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

คุณแม่ควรรู้!! ทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์

หลังจากที่เคยโพสเรื่องหนังสือเล่มแรก...ที่แม่ควรอ่านให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ทั้งหลายอยากรู้มั้ยค่ะว่าทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์  ผลการศึกษาจากงานวิจัยหลายชิ้น สอดคล้องกับความรู้ทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า ช่วงเวลาของการเจริญเติบโตทางสมองของมนุษย์นั้นต้องสอดคล้องกันทั้งสมอง จิตวิญญาณ รวมถึงความดีงามซึ่งเราสามารถบ่มเพาะได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์



            มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่ามหัศจรรย์ของ “การอ่าน” สามารถปรับเปลี่ยน วิธีคิด และพฤติกรรมของคนเราได้มาก  จากเด็กที่เป็นเด็กเอาแต่ใจ อารมณ์ร้ายให้กลับมาเป็นเด็กที่มีสมาธิ ร่าเริง แจ่มใส   มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อทุกอย่างเหล่านี้ควบรวมถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  เช่นต้นไม้ใบหญ้า สัตว์เลี้ยง สิ่งของ หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง  

            การอ่านตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ถือเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเรื่องของ “รักการอ่าน  และนำไปสู่พัฒนาการทางสมองคนมนุษย์ได้ดี  แม่มือใหม่หลายคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลง เล่นเกม หรือดูสารคดี  ซึ่งก็ถือเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยได้เหมือนกัน  แต่มุมของการอ่านนั้น ถือว่าเราใช้ “อายตนะ” ทั้งภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และภายนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง  ถึงแม้จะใช้อายตนะได้ไม่ครบ แต่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านอายตนะได้ดี และจะสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย

            พ่อแม่บางคนอาจจะไม่ทันคิดว่าทำไมเราต้องอ่านตั้งแต่อยู่ในครรภ์  เพราะการซึมซัมที่จะมีสมาธิและตั้งใจฟังอะไรๆ  รอบข้างนั้นเริ่มต้นได้จากการอ่าน  ถือว่าการอ่านเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พ่อแม่ทุกคู่ควรส่งเสริมให้แก่ลูกน้อย  เพราะนั่นคือก้าวแรกของการที่จะพาลูกน้อยให้เรียนรู้ภาษาได้เป็นอย่างดี............
Read More

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เคล็ดลับดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ให้แข็งแรงสดใส

ผู้หญิงเราก่อนจะตั้งครรภ์ เราสามารถใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเต็มที่แค่ไหนก็ได้ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว การใช้ชีวิตจากนี้ก็ต้องมาพร้อมความพิถีพิถันใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง วันนี้เรามีเคล็ดลับที่จะทำให้สุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์แข็งแรงสดใสมาฝาก ต้องทำอย่างไรบ้างมาติดตามกันเลยค่ะ


กินอาหารที่มีประโยชน์ 

อยากสุขภาพแข็งแรงทั้งตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ อันดับแรกก็ต้องใส่ใจเรื่องอาหารเป็นหลัก แนะนำให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้หลากสีสัน เนื้อสัตว์ไร้หนังหรือไม่ติดมัน โดยเฉพาะเนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่และเครื่องในสัตว์ นอกจากนี้ อย่าลืมดื่มนมสำหรับบำรุงครรภ์ทุกวันด้วยนะคะ เพราะนมจะช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้คุณและทารก รวมถึงยังมีสารอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หลายชนิดอีกด้วย

หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้แก่ อาหารจำพวกหมักดอง อาหารรสชาติเผ็ดร้อน อาหารที่มีผงชูรสและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ อีกทั้งการสูบบุหรี่ก็ไม่ดีต่อสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน งดไปเลยจะดีมาก เพื่อลูกน้อยคลอดออกมาแล้วจะได้สุขภาพแข็งแรงไปด้วยนั่นเอง

ออกกำลังกายเบาๆ ยามตั้งครรภ์ 

เราก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกันนะคะอาจจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเช้าหรือตอนเย็น เล่นโยคะเบาๆ และการออกกำลังกายในน้ำก็นับว่าเหมาะสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อย่างยิ่ง เพราะน้ำจะโอบอุ้มร่างกายคุณแม่เอาไว้ ทำให้ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในขณะออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนัก แต่กลับช่วยให้คุณรู้สึกแช่มชื่นเย็นสบายอย่างมากทีเดียว

สุดท้ายนี้ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอและการนอนพักกลางวันด้วย รวมถึงการทำใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่เครียดก็เป็นปัจจัยพื้นฐานง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพคุณแม่แข็งแรงสดใส ทำให้ลูกน้อยคลอดออกมาสมบูรณ์และเป็นเด็กเริงร่าเลี้ยงง่ายด้วยค่ะ
Read More
loading...