แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ feature แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ feature แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แพทย์สวีเดน-อังกฤษเตรียมทดลองฉีดเซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคให้ทารกในครรภ์

แพทย์จากสวีเดนและอังกฤษเตรียมทำการทดลองทางคลินิกครั้งแรกของโลกในการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากตัวอ่อนมนุษย์ ฉีดเข้าไปในทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคกระดูกเปราะแต่กำเนิด


การทดลองครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในเดือน ม.ค.ปีหน้า นำโดยสถาบันคาโรลินสกา ของสวีเดน และโรงพยาบาลเกรท ออร์มอนด์ สตรีท ในสหราชอาณาจักร โดยแพทย์จะใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นกระดูก, กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อที่แข็งแรง มาฉีดให้ทารกในครรภ์ที่มีอายุ 20-34 สัปดาห์ จำนวน 15 คน แล้วจะฉีดเซลล์ต้นกำเนิดดังกล่าวอีกครั้งหลังจากเด็กคลอดออกมา
คาดว่าเซลล์จะช่วยให้กระดูกของทารกเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม จากนั้นแพทย์จะทำการเปรียบเทียบสภาวะการเกิดกระดูกแตกหักกับเด็กอีก 15 คนที่ได้รับการรักษาภายหลังการเกิดเพียงอย่างเดียว และเด็กอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาเลย

ทั้งนี้ โรคกระดูกเปราะแต่กำเนิด ส่งผลกระทบต่อเด็กราว 1 ใน 25,000 คนที่คลอดออกมา และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากเด็กเกิดมาโดยมีกระดูกที่แตกเปราะหลายจุด ส่วนเด็กที่รอดชีวิตก็จะมีปัญหากระดูกแตกหักได้สูงถึง 15 ครั้งต่อปี, ฟันเปราะบาง มีปัญหาด้านการได้ยิน และการเจริญเติบโต
ดร.เซซิเลีย เยอเตอร์สเตริม จากสถาบันคาโรลินสกา บอกว่า หากการทดลองครั้งนี้สามารถช่วยลดปัญหากระดูกแตกหัก, เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง และพัฒนาการเจริญเติบโตของผู้ป่วยก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง อีกทั้งยังจะช่วยเปิดทางไปสู่การรักษาโรคอื่น ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ และจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคกล้ามเนื้อและโรคกระดูกอื่น ๆต่อไปในอนาคต
ด้าน ดร.ดัสโก อิลิค ผู้เชี่ยวชาญจากคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน เตือนว่า การที่ผู้ป่วยโรคกระดูกเปราะแต่กำเนิดแต่ละคนมีอาการของโรคที่หลากหลายและแตกต่างกันมากนั้น อาจทำให้เป็นการยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพเพียงใด

ที่มา - bbc.com ผ่าน บีบีซีไทย - BBC Thai
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

บำรุงสมองของลูกน้อยได้ตั้งแต่ในครรภ์มารดา

ทุกคนต่างชอบเด็กที่มีความฉลาดทั้งด้านการเรียนรู้และด้านอารมณ์ และเด็กฉลาดจะสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ครอบครัว ความฉลาดของเด็กนอกจากความตั้งใจในการเรียนรู้แล้ว สมองของเด็กมีส่วนสำคัญเช่นกัน การบำรุงสมองด้วยอาหารที่มีประโยชน์เป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาสมอง ยิ่งคุณแม่รีบเลือกสรรอาหารอย่างเหมาะสมต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยในครรภ์แล้ว เมื่อเด็กเติบโตปัญหาหรือภาวะอันตรายที่เกิดกับสมองของเด็กก็ลดลงเช่นกัน ดังนั้นการเลือกอาหารให้เหมาะสมตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ย่อมส่งผลดีกับตัวคุณเองและลูกน้อยในครรภ์..

 อาหารประเภทแรกที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์คือ โปรตีน ยิ่งเนื้อสัตว์หรือเนื้อปลา มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมอง หากทารกในครรภ์ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอทำให้สมองมีขนาดเล็กผิดปกติ และสำหรับคุณแม่แล้ว โปรตีนเป็นสารอาหารหลักสำหรับการสร้างและเพิ่มขนาดเซลล์ สร้างน้ำนม เพิ่มปริมาตรเลือด สร้างน้ำย่อย สร้างภูมิคุ้มกัน ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สารอาหารที่จำเป็นต่อมาคือ โฟเลต พบมากในตับสัตว์ บล็อกโคลี่ หน่อไม่ฝรั่ง ผักโขม และแคนตาลูป โฟเลตช่วยสร้างเซลล์สมอง ระบบประสาท และไขสันหลังของทารกในครรภ์ สมควรที่จะรับประทานตลอดช่วงตั้งครรภ์ เพราะเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการสร้างสารพันธุกรรม และช่วยให้เม็ดเลือดมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วิตามินบี 2 (พบมากในนม ไข่แดง เนื้อสัตว์ ตับ และโยเกิร์ต) จะช่วยในการเจริบเติบโต และพัฒนาสมองของทารก ถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่เพียงพอ อาจทำให้สมองของทารกมีขนาดเล็ก ส่วนคาร์โบไฮเดรต เป็นอาหารที่จำเป็นต่อสมองของลูก และให้พลังงานต่อร่างกาย คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ ควรทาน เพราะอาการแพ้จากการตั้งครรภ์เนื่องจากฮอร์โมนไม่สมดุล คาร์โบไฮเดรตจะเป็นสารอาหารที่กินง่าย ย่อยง่าย เสริมพลังให้กับคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ง่าย สารอาหารที่สำคัญและช่วยบำรุงสมองของลูกตั้งแต่ในครรภ์นั้น ยังมีธาตุเหล็ก ไอโอดีน โอเมก้า 3 วิตามินบี 8 และบี 12 หากคุณเลือกอาหารอย่างเหมาะสมตามคู่มือคุณแม่ หรือขอคำปรึกษาจากแพทย์แล้ว ทารกในครรภ์ย่อมได้รับสารอาหารที่เพียงพอ ต่อพัฒนาการทางร่างกาย และพัฒนาการสมอง เพียงแค่คุณปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ โอกาสที่เสี่ยงจะส่งผลต่อสมองของทารกจะลดลง
Read More

วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2558

คุณแม่หลังคลอดลูกรัก ควรให้เวลาตัวเองมากแค่ไหน?

เมื่อคุณแม่อุ้มท้องจนมาถึงเวลาคลอดลูกรัก  หลังจากนั้นควรให้เวลาตัวเองมากแค่ไหน?


หลังจากที่คุณแม่คลอดเจ้าตัวเล็กแล้ว ทั้งรูปร่างและอารมณ์ของคุณแม่จะยังไม่เข้าที่เข้าทางในทันทีนะคะ เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่ฮอร์โมนกำลังปรวนแปร ซึ่งเราต้องใจเย็นและค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกายตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด รวมถึงการหมั่นออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง และอย่าเคร่งเครียดหรือกดดัน เพราะอีกไม่นานร่างกายของเราและอารมณ์ต่างๆ ก็จะกลับมาเป็นปกติได้อีกครั้งค่ะ
Read More
loading...