วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วิธีการเตรียมนมสต๊อกให้ลูกกิน

1.ย้ายนมแช่แข็งลงมาช่องน้ำเย็นให้ละลายในตู้เย็น 1 คืน วันรุ่งขึ้นเทใส่ขวดสะอาดปริมาณเท่าที่ลูกกินแต่ละครั้ง ฝึกลูกกินแบบเย็นๆคือดีที่สุด ไม่ทำให้ป่วยหรือเป็นหวัด สารอาหารอยู่ครบและกลิ่นหืนน้อยกว่านมอุ่น แต่ถ้าลูกไม่ยอมกิน ให้แช่ขวดในน้ำอุ่นหรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่านขวด แต่อย่าให้น้ำโดนบริเวณฝาขวด เพื่อปรับให้เป็นนมอุณหภูมิห้อง ห้ามอุ่นบนเตาหรือไมโครเวฟ



2.นมที่ละลายแล้วหากยังไม่ได้กิน ตั้งอยู่ที่อุณหภูมิห้องแอร์ได้ 6-8 ชม. ถ้ากินเหลืออยู่ได้อีกเพียง 2 ชม. ให้ทิ้งได้เลย

3.นมที่ละลายแล้ว เก็บในช่องน้ำเย็นได้ 24 ชม. ห้ามเอากลับไปแช่แข็งอีกรอบ

การเก็บรักษานมสต๊อกในกรณีพิเศษ เช่น ไฟฟ้าดับ ภัยพิบัติ ส่วนในกรณีปกติให้ยึดตามหลักเกณฑ์ข้างบนเท่านั้นค่ะ

1.กรณีที่ทราบล่วงหน้าว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ใช้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าไม่ได้ ให้เตรียมที่ปั่นไฟ หรือ ที่ปั๊มนมใช้มือโยก หรือที่ปั๊มนมใช้แบตตารี่ หรือฝึกบีบด้วยมือ

2.การป้องกันไม่ให้นมแช่แข็งที่อยู่ในตู้แช่ละลาย ในกรณีที่ทราบล่วงหน้าว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้
เตรียมที่ปั่นไฟเพื่อใช้กับตู้แช่
ย้ายนมแช่แข็งไปแช่ที่อื่น
ถ้านมไม่เต็มตู้เแช่ ให้เอาน้ำใส่ถุงเข้าไปแช่แข็งถมพื้นที่อากาศให้เต็มตู้ตั้งแต่ยังมีไฟฟ้าใช้ เพื่อให้แข็งตัวเตรียมไว้ตอนไฟฟ้าดับ น้ำแข็งเหล่านี้จะช่วยให้นมแช่แข็งละลายช้าลง
ถ้าย้ายนมแช่แข็งไปไหนไม่ได้ อย่าเปิดตู้แช่โดยไม่จำเป็น ถ้านมเต็มตู้แช่และไม่เปิดเลย จะคงสภาพการแข็งได้นานถึง 48 ชม. (อ้างอิง via USDA) แต่ถ้ามีนมแช่แข็งเพียงครึ่งเดียวในตู้ ให้จัดนมแช่แข็งอยู่ตรงกลางตู้ เพราะจะเป็นบริเวณที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่มากที่สุด เอาหนังสือพิมพ์มายัดให้เต็มตู้แช่เพื่อให้มีอากาศน้อยที่สุด หรือเอาน้ำแข็งแห้งมาใส่ในตู้แช่ จะคงสภาพการแข็งได้ 24 ชม.

3.ถ้าไม่ทราบล่วงหน้าว่าไฟฟ้าดับ มาพบว่านมแช่แข็งละลายไปบางส่วนแต่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งอยู่เกินครึ่ง ให้รีบทำให้แข็งใหม่โดยเร็ว ยังสามารถเก็บนมนั้นไว้ใช้ได้ และใช้นมส่วนนี้ให้หมดก่อน เพราะอายุการเก็บจะไม่นานเท่าเดิม (อ้างอิง via HMBANA’s best practice, 2005.)

4.ถ้านมไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแล้ว ไม่สามารถกลับไปแช่แข็งได้อีก ถ้าไม่เย็นแล้ว ให้ทิ้ง ถ้ายังเย็นอยู่สามารถใช้ได้ภายใน 48 ชม.สำหรับเด็กปกติที่ไม่ใช่เด็กป่วยหรือเด็กคลอดก่อนกำหนด แต่ถ้าเป็นเด็กป่วยหรือคลอดก่อนกำหนดใช้เกณฑ์ 24 ชม.
Read More

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เด็กๆ เรียนรู้จากสิ่งที่เค้าอยู่ด้วยทุกๆวัน

เด็กที่เติบโตมาจากบ้านที่แตกต่างกัน
ความรู้สึกภายใน จะแตกต่างกันแน่นอน !!
เราให้ลูกๆของเรา โตมากับบรรยากาศแบบไหนกันคะ ?


.
หมอเปิดอ่านหนังสือของ Dr.Dorothy Law Nolte
จิตแพทย์เด็กชื่อดัง เจ้าของบทกลอนดังเช่นกัน :)
children learn what they live !!!
ผู้เขียนร่วมอีกท่าน Rachel Harris

"ถ้าเด็กๆ เติบโตมากับการบ่น ว่า วิจารณ์
เค้าก็เรียนรู้ที่จะด่าว่าคนอื่น

ถ้าเด็กๆ อยู่กับการส่งเสริมให้กำลังใจ
เค้าจะเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเอง

ถ้าเด็กๆอยู่กับการชื่นชม 
เค้าเรียนรู้ที่จะกตัญญู เห็นคุณค่า

ถ้าเด็กเติบโตมา กับการยอมรับในตัวเค้า
เค้าเรียนรู้ที่จะชอบตนเอง :) "

หมอเปิดอ่านทีไร ก็รู้สึกโดนใจทุกที
เด็กเหมือนกับฟองน้ำ 
เค้าซึมซับทุกอย่างที่เราทำ
ทุกสิ่งที่เราพูด
เค้าเรียนรู้จากเราตลอดเวลา
ไม่ว่าเราจะสอน หรือไม่สอนเค้าก็ตาม

เด็กๆ เรียนรู้จากการกระทำ มากกว่าคำพูด !!!

ถ้าเราบ่นว่า ไม่ว่าจะตัวเด็ก หรือว่าคนอื่นๆ
เรากำลังโชว์เด็ก ทั้งคำพูด น้ำเสียง สายตา กิริยาท่าทาง
สอนเด็กในสิ่งที่ผิด มากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง )))))))))))

การบ่น การทำโทษบ่อยๆ
ยิ่งจะเพิ่มระยะห่างของเด็กกับเรา
การกระตุ้นให้กำลังใจ บอกสิ่งที่ควรทำสั้นๆ ชัดเจน
เหมาะกับวัย ให้ทางเลือก กับเค้า
ชื่นชมให้กำลังใจเวลาเค้าทำสิ่งที่ดี
มันง่ายที่เด็กๆ จะให้ความร่วมมือมากกว่า
(จริงๆ หมอว่าไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่เองก็ไม่ต่างกัน 
ธรรมชาติมนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนั้น :) )

ความจริงก็คือ เราทุกคนผิดพลาดได้ 
อุบัติเหตุต่างๆ ก็เกิดขึ้นได้
และเราก็ปรับแก้ไข ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ทุกวันได้เช่นกันค่ะ 

มาทำให้บ้าน เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอยู่
ให้เด็กๆของเราเติบโตขึ้นอย่างงดงามกันค่ะ :)

บทความโดย
หมอภา/Jeerapa prapaspong

Read More

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

10 ข้อดีของการให้นมลูกจากเต้า

จากการวิจัยพบว่าทารกที่ได้นมแม่แข็งแรงกว่าเด็กที่ได้นมผง เพราะนมแม่มีภูมิต้านทานโรคและสารอื่นๆที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค วันนี้จะขอยกตัวอย่างข้อดีของการให้นมลูกจากเต้ามาสัก 10 อย่างค่ะ


นมแม่เป็นสารอาหารที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อลูกของเราที่สุด

จะหานมอะไรที่ปลอดภัยและได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการเทียบเท่านมแม่ไม่มีอีกแล้ว ต่อให้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่อาจจะเลียนแบบนมสังเคราะห์ใดๆ หรือนมจากสัตว์อื่นๆ ที่ทั้งปลอดภัย และมีสารอาหารได้เสมอเหมือนนมแม่อีกแล้วในโลกนี้

เด็กที่เติบโตมาจากการกินนมแม่ แข็งแรงกว่าเด็กที่กินนมวัว

เพราะในน้ำนมแม่ทุกหยด กลั่นมาจากภายในร่างกายของแม่เอง ภูมิต้านทานต่างๆ ในตัวของแม่ จะถูกถ่ายทอดผ่านน้ำนม เมื่อลูกได้กินนมแม่ก็จะได้รับภูมิต้านทานต่างๆ ไปด้วย ซึ่งนมวัวหรือนมสังเคราะห์อื่นๆ จะไม่มี ภูมิต้านทาน

หมดปัญหาลูกท้องผูก

เพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย ทำให้ลูกไม่ต้องทรมานกับอาการท้องผูก แต่หากลูกของเรากินนมวัวหรือนมประเภทอื่นจะพบปัญหาท้องผูกได้มากกว่า

หมดปัญหาเรื่องลูกอ้วนเกินไป

เคยเห็นเด็กทารกตัวอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักใช่ไหมค่ะ แต่บ่อยครั้งเด็กแรกเกิดที่เราเห็นอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักนั้นก็มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน สาเหตุมาจากการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวหรือนมสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ นั้นเอง ในขณะที่การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ลูกของเราจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินเลย น้ำหนักตัวของลูกจะเป็นไปตามมาตราฐานของเด็กในแต่ละวัยแบบธรรมชาติ

โอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมน้อยกว่า

ผื่นผ้าอ้อมเกิดจากความอับชื้น และเกิดปฏิกริยาของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกรณีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมวัวนั้น ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียมากกว่า เมื่อมารวมกับความอับชื้น (จากการใส่ผ้าอ้อม) ผิวของลูกจะเกิดอาการ ผื่นแดงๆ (จึงเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม) ซึ่งหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่ามาก โอกาสที่ลูกจะต้องทรมานกับอาการผื่นผ้าอ้อมก็จะลดลงด้วย

สานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก

การให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่เอง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มีแต่แม่ที่เคยให้ลูกดูดนมจากอกตัวเองเท่านั้นถึงจะบรรยายความรู้สึก ความสุขใจ ที่เกิดขึ้นในตัวของแม่คนนั้นได้เอง นอกจากนั้นตลอดเวลาที่ลูกดูดนม จากอกแม่ ลูกก็จะมองหน้าแม่ของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลาที่ให้นมลูกนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะแม่ลูกจะได้สบตา ได้พูดคุย ได้แสดงความรักต่อกัน ทำให้ลูกสามารถรับรู้ได้ว่าแม่ของเขารักเขามากแค่ไหน นอก จากนั้นการที่ลูกดูดนมจากอกของแม่บ่อยๆ จะทำให้ลูกจำกลิ่น เสียง หน้าตา และสัมผัสต่างๆ ของแม่ได้เร็วกว่าเด็กที่กินนมจากขวดนม

ร่างกายของแม่จะผอมเร็วกว่า

หลังจากคลอดลูก ร่างกายของคุณแม่แม้ว่าจะน้ำหนักลงไปบ้าง แต่ระบบภายใน รวมถึงมดลูกอาจจะยังไม่เข้าที่เท่าที่ควร การเลี้ยงลูกโดยให้ลูกดูดนมแม่จากอกนั้น จะช่วยกระตุ้นร่างกายของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง (ซึ่งจะออกมาเฉพาะตอนที่ให้ลูกดูดนมแม่เท่านั้น) โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าที่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการที่ร่างกายต้องผลิตนมแม่จะช่วยเผาผลาญไขมันต่างๆ ตามหน้าท้องออกไปด้วย ทำให้รูปร่าง ของแม่ที่เพิ่งคลอดลูก กลับมาผอมเพรียวได้เร็วกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมวัว โดยเฉลี่ยแล้วการที่เลี้ยงลูกเอง ให้ลูกกินนมจากอกแม่เอง น้ำหนักตัวของแม่จะลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กิโลกรัม ซึ่งหากเราให้ลูกกินนมแม่ตลอด 6 เดือนแรกหลังคลอด น้ำหนักตัวและรูปร่างของคุณแม่ก็จะเข้ารูปและเกือบจะกลับมาเป็นปกติ

เป็นอาหารที่สะดวกที่สุดสำหรับลูกตลอด 24 ชม.

นมแม่เป็นแหล่งเติมพลังของลูกน้อยของเราที่สามารถให้ลูกกินได้ตลอด 24 ชม. เมื่อไรที่ลูกหิว เราก็สามารถให้ลูกกินนมจากอกของเราได้ทันที ไม่ต้องพกขวด น้ำร้อน นมผง ฯลฯ ให้ยุ่งยาก สะดวกและรวดเร็วทันใจ ลูกที่สุดแล้วละค่ะ

เป็นนมอุ่นๆ พร้อมดื่มได้ตลอดจากอกแม่

คุณสมบัติที่พิเศษที่หานมอื่นๆ ในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้วนั้นคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น แม่ไม่ต้องกังวลว่านมแม่นั้นจะร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปสำหรับลูก เพราะนมแม่ที่ออกมาจากเต้านั้น จะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับ ลูกของเราทันที หากเลี้ยงลูกด้วยนมวัว เราคงต้องตรวจสอบก่อนเสมอว่านมที่ผสมนั้นจะร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปหรือไม่

ไม่ต้องเสียเงินค่านมแพงๆ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ

ค่านมผงชนิดต่างๆ นั้น ปัจจุบันราคาถีบตัวสูงมากขึ้น ไหนจะค่าขวดนม ค่าน้ำยาล้างขวดนม อุปกรณ์ล้างขวดนม ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพราะนมแม่กลั่นมาจากร่างกายของแม่เอง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ อีก

นอกจากนั้น การที่ลูกดูดนมแม่ยังส่งผลช่วยลดน้ำหนักตัวของแม่หลังคลอดได้ ช่วยไม่ให้มีปัญหาตกเลือดเพราะมดลูกบีบตัวดีขึ้น สร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองของความเป็นแม่
Read More

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

พัฒนาการทารกแรกเกิดถึง 1 ปี

พัฒนาการของเด็กวัย 1 เดือน

    ยกศีรษะได้ชั่วครู่(นอนคว่ำ)
    สบตา
    จ้องหน้าแม่

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– ยิ้มแย้ม มองสบตา เล่นพูดคุยกับลูก
– เอียงหน้าไปมาช้าๆ ให้ลูกมองตาม
– อุ้มบ่อยๆ อุ้มพาดบ่าบ้าง

พัฒนาการของเด็กวัย 2 เดือน

    ชันคอในท่าคว่ำ
    รู้จักยิ้มตอบ
    คุยอ้อแอ้ ทำเสียงอือ อา อยู่ในคอ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– เล่นกับลูกโดยแขวนของสีสด ห่างจากหน้าลูกประมาณ 1 ศอกให้ลูกมองตาม
– พูดคุยทำเสียงต่างๆ และร้องเพลง
– ให้ลูกนอนคว่ำในที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป

พัฒนาการของเด็กวัย 3 เดือน

    ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง
    ยกศีรษะได้ 45 องศา
    เริ่มพลิกคว่ำ
    ส่งเสียงโต้ตอบ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– อุ้มท่านั่ง พูดคุยทำเสียงโต้ตอบกับเด็ก
– ให้ลูกนอนเปล หรืออู่ ที่ไม่มืดทึบ

*ถ้าลูกอายุ 3 เดือน แล้วลูกไม่สบตา หรือ ยิ้มตอบ ไม่ชูคอในท่านอนคว่ำ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

พัฒนาการของเด็กวัย 4 เดือน

    เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เสียงดัง
    มองตามสิ่งของหรือคนที่เคลื่อนไหวในระยะห่าง 6 นิ้ว
    เริ่มไขว่คว้า
    ยกศีรษะได้เต็มที่ ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– จัดที่ที่ปลอดภัยให้เด็กหัดคว่ำ คืบ
– เล่นกับลูกโดยชูของเล่นให้ลูกไขว่คว้า
– ชมเชย ให้กำลังใจลูก เมื่อลูกทำได้

พัฒนาการของเด็กวัย 5 เดือน


    นอนคว่ำใช้แขนยันยกหน้าอกขึ้นได้
    พลิกคว่ำ พลิกหงาย
    ไม่ตื่นกลางดึก
    เอื้อมมือคว้า
    คืบ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– หาของเล่นสีสดชิ้นใหญ่ที่ปลอดภัยให้หยิบ จับ และให้คืบไปหา
– พ่อแม่ช่วยกันพูดคุย โต้ตอบ ยิ้มเล่นกับเด็ก
– พูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว

พัฒนาการของเด็กวัย 6 เดือน

    คว้าของมือเดียว
    หันหาเสียงเรียกชื่อ
    ส่งเสียงต่างๆ โต้ตอบ
    ยันตัวลุกขึ้นนั่ง(แต่นั่งได้ไม่นานหรือต้องมีที่พิงหลัง)
    ฟันซี่แรกเริ่มโผล่พ้นเหงือก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– เวลาพูดให้เรียกชื่อเด็ก
– เล่นโยกเยกกับเด็ก
– หาของให้จับ

* ถ้าลูกอายุ 6 เดือน แล้วไม่มองตาม หรือ ไม่หันตามเสียง หรือ ไม่สนใจคนมาเล่นด้วย ไม่ พลิกคว่ำหงาย ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

พัฒนาการของเด็กวัย 7 เดือน

    นั่งทรงตัวได้เอง
    เปลี่ยนสลับมือถือของได้
    หยิบอาหารใส่ปาก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– อุ้มน้อยลง ให้เด็กได้คืบและนั่งเล่นเอง โดยมีคุณแม่คอยระวังอยู่ข้างหลัง
– ให้เล่นสิ่งที่มีสี และขนาดต่างกัน เช่น ลักษณะผิวเรียบ – หยาบ อ่อน – แข็ง
– ให้หยิบจับสิ่งของ เข้า – ออก จากถ้วย หรือกล่อง

พัฒนาการของเด็กวัย 8 เดือน


    มองตามของที่ตก
    แปลกหน้าคน

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กลิ้งของเล่นให้เด็กมองตาม
– พูดและทำท่าทางเล่นกับเด็ก เช่น จ๊ะเอ๋ จับปูดำ แมงมุม จ้ำจี้ ตบมือ

พัฒนาการของเด็กวัย 9 เดือน

    คลานเก่ง
    เข้าใจเสียงห้าม
    เล่นจ๊ะเอ๋ ตบมือ
    ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็ก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– หัดให้เกาะยืน เกาะเดิน
– หัดให้เด็กใช้นิ้วหยิบ จับของกินชิ้นเล็กเข้าปาก เช่น ข้าวสุก มะละกอหั่น มันต้มหั่น ฟักทอง ต้ม
– ห้ามใช้ถั่ว หรือของที่จะสำลักได้

พัฒนาการของเด็กวัย 10 เดือน

    เหนี่ยวตัว ตั้งไข่ ลุกขึ้น เกาะยืน เกาะเดิน
    ส่งเสียงต่างๆ “หม่ำ หม่ำ”, “จ๊ะ จ๋า”

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– จัดที่ให้เด็กคลาน และเกาะเดินอย่างปลอดภัย
– เรียกเด็ก และชูของเล่นให้เด็กสนใจเพื่อลุกขึ้นจับ

พัฒนาการของเด็กวัย 11 เดือน
    ตบมือ
    โบกมือบ๊ายบาย
    พูดคำแรก

พัฒนาการของเด็กวัย 12 เดือน

    ก้าวเดินได้เอง

* ถ้าลูกอายุ 1 ปี ยังไม่เกาะเดิน ไม่สามารถใช้นิ้วมือหยิบของกินเข้าปาก ไม่เลียนแบบท่าทาง และเสียงพูด ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

บันทึกพัฒนาการเด็กต่อไปนี้ แสดงความสามารถตามวัยของเด็ก ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมี พัฒนาการเร็ว – ช้า แตกต่างกัน ถ้าถึงอายุที่ควรทำได้แล้วเด็กทำไม่ได้ ควรให้โอกาสฝึกก่อน ใน 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้า ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
Read More

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

ไวรัสซิกา (Zika virus) คืออะไร เกี่ยวกับคนท้องอย่างไร?

เห็นข่าวช่วงนี้มีคนท้องติดเชื้อไวรัสซิก้า จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไรดี วันนี้เลยพามาทำความรู้จักกับ ไวรัสซิก้ากันค่ะ



ไวรัสซิก้านั้นเป็นไวรัสซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ซิก้าไวรัสสามารถติดต่อได้จากยุงกัด

ผู้ป่วยจากไวรัสซิก้านั้นจะมีไข้ อาจจะมีผื่น ปวดตามข้อ และตาแดง โดยปกติแล้วอาการโดยรวมจะไม่รุนแรงมากและหายได้เองภายในไม่กี่วัน ผู้ป่วยอาการหนักพบได้น้อยและอาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล มีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิก้าที่ประเทศบราซิลเมื่อกลางปี 2558 การระบาดในประเทศบราซิลนั้นเชื่อว่าทำให้เกิดความผิดปกติของบุตรที่เกิดจากหญิงที่ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยืนยันทางแพทย์ยังไม่ชัดเจน

การติดต่อ

ยุงลาย เป็นพาหะสำคัญของไวรัสซิก้า ซึ่งเป็นพาหะนำโรคชนิดเดียวกับไวรัสไข้เลือดออกเดงกี่และไข้เลือดออกชิคุนกุนย่า ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง สะอาด เช่น แหล่งน้ำในครัวเรือน มีรายงานพบว่าหญิงที่ใกล้จะคลอดบุตร สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่บุตรได้ และมีรายงานว่าเชื้อไวรัสสามารถผ่านทางน้ำนมได้ อย่างไรก็ตาม กลไกในการถ่ายทอดผ่านการตั้งครรภ์และน้ำนมนั้นยังไม่ชัดเจน และพบได้น้อยมาก



อาการแสดง

โดยทั่วไปพบว่าราว 1 ใน 5 ของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิก้านั้นจะป่วยและแสดงอาหาร ระยะฟักตัวของโรคยังไม่แน่ใจ แต่น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับไข้หวัดใหญ่ คือ สองสามวันไปจนถึงเป็นสัปดาห์ อาการแสดงคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยจะมีไข้ มีผื่นขึ้น ปวดตามข้อ และตาแดง บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล อัตราตายพบน้อย

การวินิจฉัย

ขณะนี้ยังไม่มีเครื่องมือวินิจฉัยที่ทำได้ในสถานพยาบาลทั่วไป แพทย์อาจซักประวัติว่าผู้ป่วยเดินทางไปยังประเทศที่เสี่ยงมาหรือไม่ อาการของโรคโดยรวมนั้นคล้ายกับไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก ดังนั้นในประเทศไทย แพทย์จะต้องวินิจฉัยแยกโรคจากไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออกด้วย


การรักษา

ส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการเป็นหลัก ยาต้านไวรัสหรือวัคซีนยังไม่มีในขณะนี้ เนื่องจากในประเทศนั้นตัวโรคมีความคล้ายคลึงกับไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ จึงมีข้อควรระวังเนื่องจากอาจจะแยกโรคได้ยากในช่วงต้น คือการงดใช้ยาแก้ปวดและลดไข้กลุ่ม NSAIDs เนื่องจากรบกวนการทำงานของเกร็ดเลือดและเสี่ยงต่อการมีเลือดออกง่าย


การป้องกัน

ทำได้โดยป้องกันยุงกัดเป็นหลัก หลักการป้องกันและควบคุมโรคในไทยสามารถใช้หลักการเดียวกับการป้องกันไข้เลือดออก โดยธรรมชาติของยุงลายนั้นจะชอบกัดในเวลากลางวัน การสวมเสื้อผ้ามิดชิด อยู่ในมุ้งหรือใช้มุ้งลวด สามารถลดความเสี่ยงของการโดนยุงกัดได้ สิ่งสำคัญคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งมักเป็นภาชนะที่มีน้ำขังในครัวเรือน เช่น ถ้วยชามที่มีน้ำขัง แม้แต่เศษขยะก็มีน้ำขังได้


สถานการณ์โรค

ขณะนี้ยังไม่พบรายงานของการติดเชื้อไวรัสซิก้าในไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่พบผู้ป่วยนั้น อยู่ในทวีปอเมริกา ตั้งแต่เม็กซิโกลงไปถึงกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบการติดเชื้อในเกาะประปรายในมหาสมุทรแอตแลนติค หากเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ภายใน 30 วัน และเกิดอาการเจ็บป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งประวัติเหล่านี้ให้แพทย์ทราบ

เนื่องจากมีความกังวลถึงความเชื่อมโยงระหว่างการติดเชื้อไวรัสซิก้ากับความผิดปกติของการตั้งครรภ์ จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หรือมีแนวโน้มจะตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด

เนื่องจากไวรัสซิก้าติดต่อจากยุงลายกัด ดังนั้น ตัวไวรัสจะไม่สามารถถ่ายทอดได้โดยตรงจากการสัมผัส หรือไอจาม อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยนั้น บางครั้งอาการเจ็บป่วยแยกจากไข้หวัดใหญ่ได้ยาก จึงควรมีมาตรการป้องกันเสมอ เมื่อเข้าใกล้ผู้ที่มีกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การไอจามต้องปิดปากทุกครั้ง


ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคนี้ได้แก่
ผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่ ที่มีการระบาดโดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจติดเชื้อแล้วทำให้ทารกคลอดมามีศีรษะเล็กกว่าปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

โดยสรุป


  • ไวรัสซิก้าติดต่อจากยุงลายกัด
  • ยังไม่มีรายงานของผู้ป่วยในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามควรเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะประเทศไทยมียุงลาย
  • กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดและมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
  • อาการของโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดข้อ อาจมีผื่นและตาแดง
  • ระยะฟักตัวไม่แน่ชัด แต่คาดว่าคล้ายไข้หวัดใหญ่คือสองสามวันถึงสัปดาห์
  • อาหารของโรคไม่รุนแรงและหายได้อง ส่วนน้อยจะมีอาการหนักและต้องรักษาในโรงพยาบาล
  • ยังไม่มีการรักษาจำเพาะ ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ
  • ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ยังคงต้องแยกโรคจากไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก
  • ป้องกันยุงลายกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย 


ที่มา - Bangkok Hospital
Read More

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

ผู้บริโภคควรรู้ ตัวย่อ MFG,MFD,EXP, EXD, BB ,BBE คืออะไร

ตัวย่ออย่าง MFG,MFD,EXP, EXD, BB หรือ BBE คืออะไร สินค้าอะไรบ้างที่เรามักจะเจอตัวย่อแบบนี้ อย่างเช่น สินค้าจำพวกอาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง เวชสำอาง ต่างๆ  ซึ่งมักจะพบตัวย่อเหล่านี้ติดอยู่บนฉลาก  มาดูความหมายของตัวย่อแต่ละตัวกันดีกว่าครับ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้านั้นๆได้อย่างถูกต้อง





MFG/MFD   Manufacturing Date /Manufactured Date         วันที่ผลิต
EXP/ EXD   Expiry Date /Expiration Date                          วันที่หมดอายุ
BB/BBE      Best Before/Best Before End                           ควรบริโภคก่อนวันที่  

ตัวอย่าง
คำย่อ MFG. date หรือ MFd ย่อมาจากคำว่า manufacturing date แปลว่าวันที่ผลิต
* MFd 22/8/09 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 22 เดือนสิงหาคม ค.ศ.2009 หรือ พ.ศ.2552
* MFG. date 15.12.52 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ.2552
* MFd AUG.09 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2009 หรือ พ.ศ.2552

EXP หรือ Exp.date ย่อมาจากคำว่า expiration date แปลว่า วันที่หมดอายุ เช่น

* EXP JUL 10 หมายถึง ยานี้หมดอายุเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2010 หรือพ.ศ.2553
* Exp. date 15.12.53 หมายถึง ยานี้หมดอายุวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ.2553

Reg. No. ย่อมาจากคำว่า registered number แปลว่า เลขที่ทะเบียนยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ออกให้ ตัวอักษร A B C บอกว่าเป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบัน โดย A คือ ยาสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ B คือ ยาสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาแบ่งบรรจุภายในประเทศ C คือ ยาสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ (ไม่มีการแบ่งบรรจุภายหลัง)

ส่วนตัวเลขที่ใช้นำหน้าอักษร A B C ซึ่งมี 1 และ 2 มีความหมายดังนี้ 1 คือ ยาเดี่ยว (มีตัวยาสำคัญตัวเดียว) 2 คือ ยาสูตรผสม (มีตัวยาสำคัญหลายตัว)

เพราะฉะนั้น Reg. No.1A จึงบอกเราว่า ยานี้เป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ซึ่งเป็นยาเดี่ยว ส่วน Reg. No. 2A บอกเราว่ายานี้เป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ผลิตขึ้นภายในประเทศและเป็นยา สูตรผสม

Batch. No. หมายถึง เลขที่ครั้งที่ผลิต ถ้ายามี Batch. No. เหมือนกัน แสดงว่า ผลิตออกมาครั้งเดียวกัน

L & C. No. ย่อมาจาก lot and control number หมายถึง เลขที่ครั้งที่ผลิตและควบคุมคุณภาพ มีความหมายคล้ายกับ Batch. No.

ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 194 พ.ศ.2543 เรื่องฉลากอาหาร กำหนด    ให้อาหารทุกชนิดที่ผู้ผลิตไม่ได้เป็นผู้ขายอาหารนั้นให้กับผู้บริโภคโดยตรงต้องแสดงฉลากบนภาชนะ  บรรจุโดยแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอาหารนั้น และข้อมูลที่ต้องมีคือข้อมูลความปลอดภัยที่ประกอบด้วย   วันที่ผลิต/หมดอายุ วิธีการเก็บรักษา วิธีปรุง และคำเตือนต่างๆ แต่กฎหมายเปิดทางให้บริษัทผู้ผลิตสามารถใช้คำว่า “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน” ก็ได้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในความหมายของคำสองคำนี้ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงขออธิบายความหมายของคำสองคำ      นี้ก่อน

“หมดอายุ”  หมายถึง วันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

“ควรบริโภคก่อน” หมายถึง อาหารจะมีรสชาติดี ยังคงคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามที่ ระบุไว้บนฉลากอาหารจนถึงวันนั้น หลังจากวันนั้นไปรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง แต่จะไม่มีปัญหาในเชิงความปลอดภัย จึงยังสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์จากอาหารนั้นตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหารก็ได้ และจะกำหนดวันล่วงหน้าไว้ระยะหนึ่งก่อนที่อาหารนั้นจะหมดอายุหรือเสีย

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะซื้อยาให้ลูกก็ควรดูข้อมูลสินค้าจะได้ไม่เสียประโยชน์นอกจาก วันทีผลิต วันหมดอายุ ควรบริโภคก่อน ก็อาจยังมีข้อมูลอื่นๆที่ระบุบนสินค้าด้วย เช่น ล็อตการผลิต การยิงตัวเลข running number เป็นต้น

เครดิตจากหมอชาวบ้าน
Read More

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมื่อลูกเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล รับมืออย่างไรดี?

อา การเป็นหวัดถ้าไม่เป็นหนักถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ ก็มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ มาสร้างความรำคาญให้เราจะมีวิธีการอะไรรับมือกับอาการเหล่านี้หรือเปล่า เรามีข้อมูลมาให้คุณผู้อ่านทราบกันนะครับ



น้ำมูกไหล

อาการน้ำมูกไหลแบบใสๆ นั้น บางทีก็เกิดจากการแพ้อากาศธรรมดา ไม่ได้เป็นหวัด น้ำมูกใสทำให้คันจมูกยุกยิก เหมือนจะจามแต่ก็ไม่จามสักทีน่ารำคาญพิลึกเลยนะครับ การใช้ยาลดน้ำมูกก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ได้ผลดีที่สำคัญก็คือต้องอ่านเอกสารกำกับยาให้เข้าใจก่อน เพราะยาลดน้ำมูกอาจมีผลข้างเคียงหรือหากรับประทานร่วมกับยาอื่นหรือแอลกอฮอล์ ก็อาจเป็นอันตรายได้หากน้ำมูกมีลักษณะมีอาการผิดปกติเช่น มีไข้ร่วมด้วย น้ำมูกเปลี่ยนสีมีเลือดปน หรือใสนานเกือบเดือน ควรไปพบแพทย์

เสมหะ

นอกจากน้ำมูกไหล เราอาจรู้เหมือนมีเสมหะออกมาที่คอ ทำให้หายใจไม่สะดวก อันที่จริงโพรงจมูกของเราก็จะสร้างเมือกเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ออกมาตามปกติแล้วเมือกเหล่านี้ก็จะไหลลงคอไปโดยเราไม่รู้ตัว โดยเมือกเหล่านี้จะจับสิ่งต่างๆ ที่เราหายใจเข้าไปด้วย เช่น ฝุ่นละอองต่างๆ แล้วนำไปกำจัดต่อไปที่ระบบย่อยอาหาร แต่เมื่อเรามีอาการภูมิแพ้หรือเป็นหวัด ร่างกายก็จะสร้างเมือกออกมามากขึ้น จนเรารู้สึกเหมือนมีเสมหะอยู่ที่ลำคอที่ทำให้เรากระแอมบ่อยๆ ซึ่งทำให้เจ็บคอได้ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อหล่อลื่นให้เมือกไหลลงคอได้สะดวก หรืออาจจะใช้น้ำเกลือล้างจมูกหรือใช้น้ำเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่นสองถ้วย กลั้วคอ

คัดจมูก

อาการคัดจมูกนั้นเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ไวรัส อาการภูมิแพ้โดยสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละอองเกสร ขนของสัตว์
อาจทำให้โพรงจมูกบวมจนปิดทางเดินหายใจ หรือบางทีมีอาการเยื่อจมูกอักเสบทำให้หลอดเลือดที่จมูกขยายตัว จนปิดทางเดินหายใจ
บางคนเวลาเครียดมากๆ ก็ทำให้เยื่อจมูกอักเสบได้เช่นกัน วิธีแก้คัดจมูกนั้นมีหลายวิธีเช่น สูดไอน้ำร้อนเพื่อละลายเมือก ทำให้
หายใจโล่ง ดื่มน้ำมากๆ แต่ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายหรือพวกประเภทน้ำต้มยำ
เพราะกลิ่นของข่า ตะไคร้ใบมะกรูด บวกกับความเผ็ดร้อนของพริกและรสเปรี้ยวของมะนาว ทำให้อาการคัดจมูกหายไปได้พักใหญ่

ถ้าจะให้ดีก็อย่าให้เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลเลยดีกว่า ดังนั้นใครที่ตากฝนหรือเจอละอองฝนแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต้องรีบอาบน้ำ
เปลี่ยนเสื้อผ้า และทำร่างกายให้อบอุ่น แต่ในบางสถานการณ์เราก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การเสริมสร้างร่างกาย
ให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทั้งการออกกำลังกาย อาหารการกินและการพักผ่อน ร่างกายจะได้มีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะเจอพายุฝนสักกี่วัน ก็จะไม่เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ให้รำคาญใจกันนะครับ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร update เดือนกรกฎาคม2549
Read More
loading...