วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

ลูกน้อยได้อะไรจากการอ่านหนังสือ ?

เราคงคิดว่าลูกจะได้อะไรกับการอ่านหนังสือของพ่อ หรือแม่ในขณะที่อยู่ในครรภ์  เพราะการที่พ่อแม่อ่านหนังสือในขณะที่ลูกยังไม่สามารถสื่อสารกับแม่ได้ถึงแม้จะอยู่ในท้องนั้น  แต่เราควรรับรู้ว่า “การอ่านหนังสือ” คือสิ่งมหัศจรรย์ และจะปลูกฝังลูกให้รักการอ่านได้เป็นอย่างดี 

ภาพประกอบ - http://time.com/3667247/reasons-read-real-book/

เพราะฉะนั้นเรามาพิจารณาสิ่งที่ลูกจะได้จากการอ่านหนังสือของพ่อแม่กันเถอะ

1.    ได้ “ความคุ้นชิน” ในการอ่านนั้นคนที่ชินต่อการอ่าน เมื่อพบเห็นหนังสือทั่วไปอาจหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความคุ้นชิน แต่บางคนมักอ่านหนังสือที่ตัวเองสนใจ และชอบเท่านั้น  แต่หากเราปลูกฝังตั้งแต่อยู่ในท้องจะทำให้ลูก “รักที่อ่าน” เมื่อเขาเติบโตมา
2.    ได้ “สมาธิ” เพราะการอ่านต้องใช้สมาธิการอ่านออกเสียง หรือแม้กระทั่งอ่านในใจซึ่งเป็นการเรียกสมาธิได้แตกต่างกัน  บางคนอ่านในใจทำให้เกิดสมาธิได้มาก แต่บางคนการเรียกสมาธิของตนเองผ่านการอ่านออกเสียง เพราะอายตนะจะจดจ่ออยู่กับหนังสือ และการออกเสียง  ลูกน้อยซึ่งอยู่ในครรภ์แม่จึงรับรู้ไปพร้อมๆกับแม่ที่ปฏิบัติการอ่านในขณะนั้น
3.    ได้เข้าใจภาษาที่ถูกต้อง รวมถึงการรวมคำ ผสมคำ  ถึงแม้ลูกน้อยจะยังไม่สามารถทำได้แต่การรับรู้เพื่อเป็นการ “ปลูกฝัง” สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกน้อยเข้าใจภาษาได้ง่ายขึ้นหลังจากคลอดออกมา
4.    ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความตื่นเต้นให้กับลูก  แม่บางคนอาจมีทักษะในการอ่านที่โด่ดเด่น แตกต่างกันออกไป นอกจากลูกจะได้เรื่องของภาษาแล้ว หากพ่อแม่ที่อ่านหนังสือจินตนาการตามหนังสือที่อ่านจะทำให้ลูกรับรู้ได้ถึงจินตนาการเหล่านั้น ทำให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านจินตนาการได้อีกทางหนึ่งด้วย
เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้แล้ว เราจะมาเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกน้อยฟังกันได้หรือยัง...
Read More

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

คุณแม่ควรรู้!! ทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์

หลังจากที่เคยโพสเรื่องหนังสือเล่มแรก...ที่แม่ควรอ่านให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ทั้งหลายอยากรู้มั้ยค่ะว่าทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์  ผลการศึกษาจากงานวิจัยหลายชิ้น สอดคล้องกับความรู้ทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า ช่วงเวลาของการเจริญเติบโตทางสมองของมนุษย์นั้นต้องสอดคล้องกันทั้งสมอง จิตวิญญาณ รวมถึงความดีงามซึ่งเราสามารถบ่มเพาะได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์



            มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่ามหัศจรรย์ของ “การอ่าน” สามารถปรับเปลี่ยน วิธีคิด และพฤติกรรมของคนเราได้มาก  จากเด็กที่เป็นเด็กเอาแต่ใจ อารมณ์ร้ายให้กลับมาเป็นเด็กที่มีสมาธิ ร่าเริง แจ่มใส   มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อทุกอย่างเหล่านี้ควบรวมถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  เช่นต้นไม้ใบหญ้า สัตว์เลี้ยง สิ่งของ หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง  

            การอ่านตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ถือเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเรื่องของ “รักการอ่าน  และนำไปสู่พัฒนาการทางสมองคนมนุษย์ได้ดี  แม่มือใหม่หลายคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลง เล่นเกม หรือดูสารคดี  ซึ่งก็ถือเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยได้เหมือนกัน  แต่มุมของการอ่านนั้น ถือว่าเราใช้ “อายตนะ” ทั้งภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และภายนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง  ถึงแม้จะใช้อายตนะได้ไม่ครบ แต่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านอายตนะได้ดี และจะสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย

            พ่อแม่บางคนอาจจะไม่ทันคิดว่าทำไมเราต้องอ่านตั้งแต่อยู่ในครรภ์  เพราะการซึมซัมที่จะมีสมาธิและตั้งใจฟังอะไรๆ  รอบข้างนั้นเริ่มต้นได้จากการอ่าน  ถือว่าการอ่านเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พ่อแม่ทุกคู่ควรส่งเสริมให้แก่ลูกน้อย  เพราะนั่นคือก้าวแรกของการที่จะพาลูกน้อยให้เรียนรู้ภาษาได้เป็นอย่างดี............
Read More

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

หนังสือเล่มแรก...ที่แม่ควรอ่านให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

หนังสือทุกเล่มมีประโยชน์  แต่ใช่ว่าจะให้ประโยชน์ที่เหมือนกันทุกประการ  การอ่านหนังสือนั้นถือเป็นการเรียกสมาธิได้อย่างหนึ่ง  ได้ฝักทั้งทักษะการอ่าน การสะกดคำ และการคิดวิเคราะห์ แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าหนังสือเล่มไหนที่จะอ่านแล้วทำให้ลูกเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์



            “อยากให้เด็กฉลาดด้านไหนควรเลือกหนังสือด้านนั้นให้เด็ก”  ซึ่งการปลูกฝังการอ่านตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อย  เพราะเมื่อแม่อ่านหนังสือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติคืออารมณ์ร่วมไปกับหนังสือ  เช่นการเลือกหนังสือเพื่อสร้างความสนุกสนาน เมื่อแม่อ่านหนังสือก็จะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ให้รู้สึกเบิกบานสนุกสนานไปด้วยเช่นกัน 

            นอกจากนี้แม่อาจเลือกหนังสือประเภท ธรรมะ หรือบทสวดมนต์  เพราะการอ่านหนังสือประเภทนี้จะทำให้จิตใจเกิดความผ่องใส จิตบริสุทธิ์  รวมไปถึงทำให้รู้จักความดีความชั่ว  แยกแยะถูกผิดได้   ส่งผลให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์สามารถซึมซับสิ่งที่แม่สื่อสารทางจิตใจต่อลูกน้อยได้

            หนังสือภาพก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณแม่วัยใสจะสามารถหยิบขึ้นมาเพื่อเป็นหนังสือที่สื่อสารและพัฒนาการสมองของลูกน้องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากหนังสือภาพเป็นหนังสือที่ไม่มีคำบรรยายการอ่านหนังสือภาพนั้นต้องอาศัยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  และนั่นทำให้ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองด้านความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

            ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่จะเลือกหนังสือประเภทไหนที่จะนำไปสู่พัฒนาการทางสมองให้แก่ลูกน้อย  ซึ่งต่อไปจะมีการนำความรู้เกี่ยวกับการอ่านเพื่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในช่วง 0 – 6 ปี  และช่วง 6 – 9 ปีกันต่อไป ว่าอ่านอย่างไรจะสามารถ “เปลี่ยน” ลูกน้อยได้……
Read More

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เคล็ดลับดูแลสุขภาพขณะตั้งครรภ์ให้แข็งแรงสดใส

ผู้หญิงเราก่อนจะตั้งครรภ์ เราสามารถใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงเต็มที่แค่ไหนก็ได้ แต่เมื่อตั้งครรภ์แล้ว การใช้ชีวิตจากนี้ก็ต้องมาพร้อมความพิถีพิถันใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง วันนี้เรามีเคล็ดลับที่จะทำให้สุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์แข็งแรงสดใสมาฝาก ต้องทำอย่างไรบ้างมาติดตามกันเลยค่ะ


กินอาหารที่มีประโยชน์ 

อยากสุขภาพแข็งแรงทั้งตัวคุณแม่และทารกในครรภ์ อันดับแรกก็ต้องใส่ใจเรื่องอาหารเป็นหลัก แนะนำให้เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้หลากสีสัน เนื้อสัตว์ไร้หนังหรือไม่ติดมัน โดยเฉพาะเนื้อปลา เนื้อไก่ ไข่และเครื่องในสัตว์ นอกจากนี้ อย่าลืมดื่มนมสำหรับบำรุงครรภ์ทุกวันด้วยนะคะ เพราะนมจะช่วยเสริมสร้างแคลเซียมให้คุณและทารก รวมถึงยังมีสารอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์หลายชนิดอีกด้วย

หลีกเลี่ยงอาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ 

อาหารที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้แก่ อาหารจำพวกหมักดอง อาหารรสชาติเผ็ดร้อน อาหารที่มีผงชูรสและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนและแอลกอฮอล์ อีกทั้งการสูบบุหรี่ก็ไม่ดีต่อสุขภาพคุณแม่ตั้งครรภ์เช่นเดียวกัน งดไปเลยจะดีมาก เพื่อลูกน้อยคลอดออกมาแล้วจะได้สุขภาพแข็งแรงไปด้วยนั่นเอง

ออกกำลังกายเบาๆ ยามตั้งครรภ์ 

เราก็สามารถออกกำลังกายได้เช่นกันนะคะอาจจะไปเดินเล่นในสวนสาธารณะตอนเช้าหรือตอนเย็น เล่นโยคะเบาๆ และการออกกำลังกายในน้ำก็นับว่าเหมาะสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์อย่างยิ่ง เพราะน้ำจะโอบอุ้มร่างกายคุณแม่เอาไว้ ทำให้ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุในขณะออกกำลังกาย เป็นการออกกำลังกายที่ไม่หนัก แต่กลับช่วยให้คุณรู้สึกแช่มชื่นเย็นสบายอย่างมากทีเดียว

สุดท้ายนี้ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอและการนอนพักกลางวันด้วย รวมถึงการทำใจให้ปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่เครียดก็เป็นปัจจัยพื้นฐานง่ายๆ ที่จะทำให้สุขภาพคุณแม่แข็งแรงสดใส ทำให้ลูกน้อยคลอดออกมาสมบูรณ์และเป็นเด็กเริงร่าเลี้ยงง่ายด้วยค่ะ
Read More

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

การให้นมแม่ช่วยพัฒนาสมองได้อย่างไร

สมองของทารกแรกเกิดมีขนาดเพียง1/4 ของสมองผู้ใหญ่เท่านั้น ทารกต้องการการเลี้ยงดูและสารอาหารที่เหมาะสมในช่วงอายุ3ปีแรก เพื่อให้สมองมีการเจริญพัฒนาเต็มที่ตามศักยภาพของแต่ละคน โครงสร้างสมองแบ่งเป็นส่วนๆตามการทำหน้าที่ สมองชั้นนอก สมองส่วนหน้า สมองส่วนหลัง สมองชั้นในและก้านสมอง เซลล์ประสาทในสมองจำนวนนับล้านล้านเซลล์มีการติดต่อสื่อสารส่งสัญญาณกัน ผ่านเส้นใยประสาท เกิดเป็นวงจรในสมองมากมาย นมแม่มีส่วนช่วยพัฒนาสมองลูก เพราะ



 1.การอุ้มลูกขึ้นมาดูดนมแม่ทำให้ประสาทสัมผัสทุกส่วนของทารกได้รับการกระตุ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่กินนมแม่ 
2. เมื่อแม่อุ้มลูกขึ้นดูดนนมแม่ มีการส่งสัญญาณประสาทที่ผิวหนัง ที่ดวงตา ที่หู ลิ้น. ทุกส่วนล้วนสัมพันธ์กัน ทำให้ทารกมีปฏิกริยาสนองตอบ เกิดวงจรประสาทใหม่ๆขึ้นตลอดเวลา 
3. สารอาหารในน้ำนมแม่มีส่วนช่วยสร้างเส้นใยประสาท เปรียบเทียบเส้นใยประสาทกับสายไฟฟ้า. สายไฟฟ้า จะมีฉนวนหุ้มอยู่ข้างนอกเพื่อให้ส่งไฟฟ้าได้ดี เส้นใยประสาทก็เช่นกันมีแผ่นไขมันหุ้มอยู่โดยรอบ เพื่อให้การส่งสัญญาณประสาทมีประสิทธิภาพ 

สารอาหารในน้ำนมแม่นี่แหละที่ช่วยการสร้างแผ่นไขมันนี้ :

Cholesterol. DHA และไขมันอื่นๆช่วยกันสร้างแผ่นไขมัน (myelin sheath) Sialic acid ในรูปของ ganglioside พบสูงมากที่บริเวณเชื่มต่อของปลายประสาท น้ำนมแม่มีกรด Sialic สูงถึง 0.3-1.5mg/ml Taurine. เป็นกรดอะมิโนอิสระที่พบมากที่สุดในน้ำนมแม่ ช่วยเพิ่มจำนวนเซลล์ประสาท ช่วยฟื้นฟูจอประสาทตา สารอาหารที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นเพียงส่วนน้อยเท่านั้น ยังมีสารประกอบอีกมากมายในน้ำนมแม่ ที่ประสานการทำงาน และรวมพลังกัน ไม่ได้มีตัวใดตัวหนึ่งเป็นพระเอก ดังนั้น การที่นมผงกล่าวว่า ได้เติมสารนั้นนี้ตามที่มีในน้ำนมแม่ ก็ไม่ได้แปลว่า สารเหล่านั้นจะทำงานได้เหมือนในน้ำนมแม่ เพราะ ขาดส่วนประกอบอื่นอีกมากมายที่จะมาทำงานด้วยกัน เรื่องนมแม่ ไม่มีใครเป็นฮีโร่เพียงคนเดียวค่ะ เราช่วยเหลือ ร่วมกันทำงาน จึงเกิดเป็นพลังขึ้นมาได้ สารอาหาร และส่วนประกอบในน้ำนมแม่ ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกันจนเกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกของเราค่ะ

ที่มา -- มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย
Read More

วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

แพทย์สวีเดน-อังกฤษเตรียมทดลองฉีดเซลล์ต้นกำเนิดรักษาโรคให้ทารกในครรภ์

แพทย์จากสวีเดนและอังกฤษเตรียมทำการทดลองทางคลินิกครั้งแรกของโลกในการใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากตัวอ่อนมนุษย์ ฉีดเข้าไปในทารกที่ยังอยู่ในครรภ์มารดาเพื่อช่วยบรรเทาอาการของโรคกระดูกเปราะแต่กำเนิด


การทดลองครั้งนี้จะเริ่มขึ้นในเดือน ม.ค.ปีหน้า นำโดยสถาบันคาโรลินสกา ของสวีเดน และโรงพยาบาลเกรท ออร์มอนด์ สตรีท ในสหราชอาณาจักร โดยแพทย์จะใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้จากการยุติการตั้งครรภ์ ซึ่งจะพัฒนาไปเป็นกระดูก, กระดูกอ่อน และกล้ามเนื้อที่แข็งแรง มาฉีดให้ทารกในครรภ์ที่มีอายุ 20-34 สัปดาห์ จำนวน 15 คน แล้วจะฉีดเซลล์ต้นกำเนิดดังกล่าวอีกครั้งหลังจากเด็กคลอดออกมา
คาดว่าเซลล์จะช่วยให้กระดูกของทารกเจริญเติบโตอย่างเหมาะสม จากนั้นแพทย์จะทำการเปรียบเทียบสภาวะการเกิดกระดูกแตกหักกับเด็กอีก 15 คนที่ได้รับการรักษาภายหลังการเกิดเพียงอย่างเดียว และเด็กอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาเลย

ทั้งนี้ โรคกระดูกเปราะแต่กำเนิด ส่งผลกระทบต่อเด็กราว 1 ใน 25,000 คนที่คลอดออกมา และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตเนื่องจากเด็กเกิดมาโดยมีกระดูกที่แตกเปราะหลายจุด ส่วนเด็กที่รอดชีวิตก็จะมีปัญหากระดูกแตกหักได้สูงถึง 15 ครั้งต่อปี, ฟันเปราะบาง มีปัญหาด้านการได้ยิน และการเจริญเติบโต
ดร.เซซิเลีย เยอเตอร์สเตริม จากสถาบันคาโรลินสกา บอกว่า หากการทดลองครั้งนี้สามารถช่วยลดปัญหากระดูกแตกหัก, เสริมสร้างให้กระดูกแข็งแรง และพัฒนาการเจริญเติบโตของผู้ป่วยก็จะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างใหญ่หลวง อีกทั้งยังจะช่วยเปิดทางไปสู่การรักษาโรคอื่น ๆ ตั้งแต่ช่วงที่ทารกยังอยู่ในครรภ์ และจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาโรคกล้ามเนื้อและโรคกระดูกอื่น ๆต่อไปในอนาคต
ด้าน ดร.ดัสโก อิลิค ผู้เชี่ยวชาญจากคิงส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน เตือนว่า การที่ผู้ป่วยโรคกระดูกเปราะแต่กำเนิดแต่ละคนมีอาการของโรคที่หลากหลายและแตกต่างกันมากนั้น อาจทำให้เป็นการยากที่จะพิสูจน์ได้ว่าการรักษาด้วยวิธีนี้มีประสิทธิภาพเพียงใด

ที่มา - bbc.com ผ่าน บีบีซีไทย - BBC Thai
Read More

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2558

คุณแม่มือใหม่ควรอ่าน! การปั๊มนมและการเก็บนมที่ปั๊มได้

สวัสดีค่ะ คุณแม่มือใหม่ทุกท่าน คือว่าวันนี้จะมาเล่าถึงการเก็บนมที่ปั๊มได้และการปั้มนมอย่างไร หลังจากที่คราวที่แล้วเราพูดถึง เก็บรักษาน้ำนมแม่อย่างไร ให้อยู่ได้นานที่สุด คราวนี้ก็ขอพูดถึงการปั๊มนมและการเก็บนมที่ปั๊มได้กันดีกว่านะค่ะ



ก่อนอื่นเรามาดูกันว่านมแม่ดียังไงกับลูก ดังนี้ค่ะ

1. น้ำนมแม่นั้นย่อยง่าย ทำให้ลูกไม่ท้องอืด

2. น้ำนมแม่มีภูมิต้านทานโรค สังเกตุได้ว่าลูกที่กินนมแม่นั้น จะไม่ค่อยเจ็บป่วยเป็นโรคอะไร เพราะเค้าได้ภูมิคุ้มกันจากแม่ไปคะ

3. นมแม่ถูก หรือทานฟรี ไม่ต้องเสียเงินซื้อนมชงที่มีราคาแพง ซึ้งเด็กบางรายที่ทานนมชงแล้วสามารถอาจยังทำให้เกิดอาการแพ้ได้

4. คุณแม่ที่ให้นมลูกทาน จะทำรูปร่างเข้าที่เร็วกว่าปกติคะ  คือประมาณภายใน 4 – 5 เดือนคะ

5. น้ำนมแม่ยืดโอกาสที่ลูกจะภูมิแพ้ให้ช้าขึ้น เพราะโปรตีนนมแม่เด็กจะไม่แพ้คะ

วิธีการปั๊มนม

การปั๊มนมเพื่อเก็บเป็น stock เอาไว้ให้ลูกทานนั้น จะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ความอดทน พยายาม ของคุณแม่เองนะค่ะ มีคำถามว่าต้องปั๊มเท่าไหร่ ถึงจะพอ คำตอบ ตอบยากมาก

คุณแม่บางท่าน อยากให้ลูกทานนมแม่ล้วนเลย ไม่มีทานนมผสมเลย ก็ปั๊มเยอะมากค่ะ ประมาณวันละ 30 OZ  อายุ 7 เดือน ก็เลิกปั๊ม ทำให้มีนมพอทาน 5 เดือน จนครบปี ซึ่งตอนนี้คุณแม่ แต่ละท่าน ต้องคำนวณกันเองว่า วันหนึ่งลูกเรากินกี่ OZ แล้วต้องเก็บ stock เท่าไหร่ถึงจะพอ ถ้าขยันปั๊มเก็บ ก็เลิกปั๊มได้เร็วหน่อยค่ะ แต่ถ้าไม่ขยันปั๊มเก็บก็ต้องปั๊มนานหน่อย อันนี้ก็อย่างที่บอกค่ะ แล้วแต่ความพยายามของแต่ละคนนะค่ะ

1. การปั้มนมเก็บ ให้เริ่มให้เร็วที่สุดคะ พูดง่าย ๆ ถ้าผ่าคลอดเมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึกตัว พอพยาบาลเอาลูกมาดูดกระตุ้นแล้วให้เริ่มปั้มหลักงจากที่ลูกดูดเลยคะ ถึงแม้จะไม่มีน้ำนมก็ไม่เป็นไรคะ เค้าเรียกว่า “ปั้มลม” ปั้มทุก 2 ชม. ครั้งละ ประมาณ 20 นาทีทั้ง 2 ข้างคะ ส่วนตอนกลางคืน ทุก 3 ชม. ครั้งละ 20 นาทีเหมือนกัน ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จนนมเริ่ม “establish” ก็คือ พอลูกดูดนมข้างหนึ่ง น้ำนมอีกข้างหนึ่งก็เริ่มไหลค่ะ การปั๊มนมแบบนี้ ไม่ต้องกลัวคนอื่นด่านะค่ะ ว่าไม่มีน้ำนมแล้วปั๊มทำไม เราปั๊มนมก็เพื่อเป็นการบอกเต้านมคะว่า “เธอต้องผลิตนมเพิ่มนะ นมฉันยังไม่พอ” เพราะถ้าไม่ปั้มต่อ เราจะมีนมแค่พอลูกกิน แต่จะไม่เหลือนมไว้เก็บเป็น stock คะ ก็จะมีคำถามว่า ทำไมต้องมี stock ด้วย ก็เพราะ ถ้าไม่มี stock นมไว้ เวลาคุณจะไปไหนก็จะไปไม่ได้ เพราะคุณจะต้องรีบกลับมาให้ทันเวลาลูกดื่มนม หรือไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องเอาลูกไปด้วย แต่ถ้ามี stock คุณก็ให้คนอื่น อุ่นนมให้ลูกดื่มได้คะ

2. พอนม establish แล้ว เราจะเริ่มยืดเวลาในการปั๊มให้ห่างออกไปจากทุก 2 ชม. ตอนเช้า และ 3 ชม. ตอนกลางคืน เป็น 3-4 ชม. ตอนเช้าหรือ 4-5 ชม.ตอนกลางคืนก็ได้  อันนี้ก็แล้วแต่คุณแม่แต่ละท่านคะ พูดง่ายๆ ก็คือ ยิ่งคุณให้ลูกดูดนม แล้วก็ปั๊มเก็บมาก เต้านมก็จะผลิตนมมากตามไปด้วยคะ และน้ำหนักคุณแม่ก็จะลดลงเร็วนะคะ เวลาปั๊มนมก็ปั๊มพร้อมกัน ทั้ง 2 ข้างเลยจนรู้สึกว่าน้ำนมหมดเต้าแล้วจะใช้เวลาเท่าไหร่ก็แล้วแต่คนคะ บอกไม่ได้ แต่ถ้ารู้สึกว่า น้ำนมยังไม่หมดเต้า แต่ปั้มแล้วไม่ออก ให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งบี้ที่หัวนมจนกระทั้งมีน้ำนมไหลออกมา ก็เริ่มปั๊มต่อได้คะ รับรองปั๊มครั้งนี้ไหลดีเหมือนเดิม



วิธีการเก็บนม จากที่เคยบอกไปแล้วนะคะ ว่าอุปกรณ์เก็บนมมีทั้งแบบขวดและแบบถุง คราวนี้ก็จะพูดถึงวิธีเก็บกันบ้าง

1. ในวันแรกที่เริ่มปั๊มน้ำนมอาจจะได้แค่ 1 OZ หรือน้อยกว่าก็ให้เอานมที่ปั๊มได้ใส่ขวดเก็บนมเอาไว้โดยเขียน วัน และเวลา เอาไว้ค่ะ อย่าลืมเอาเข้าช่อง freez พอถึงรอบที่ต้องปั๊มต่อไปก็อาจจะได้แค่ 0.5 OZ ก็เอาแค่นั้น เทใส่ลงไปในขวดเดิม ให้น้ำนมแข็งเป็นชั้นๆ กับไปไม่เป็นอะไรคะจนกว่าจะเต็มขวด แต่อย่าเต็มขวดมากนะคะเพราะ ของเหลวจะขยายตัวเมื่อแข็งตัวคะ แล้วจะทำให้ขวดแตก เก็บอย่างนี้ไปเรื่อย

*ข้อควรจำ 1 ขวดที่จะเอานมมาเก็บนั้นจะเทใส่ซ้ำได้ภายใน 24 ชม. นะค่ะ* เช่น ถ้าเริ่ม วันที่ 1 ตอน 8 โมง เราก็จะเอานมที่ปั๊มได้เทใส่กี่ครั้งก็ได้แต่ ห้ามเกิน วันที่ 2 ตอน 8โมง ค่ะ*

2. เก็บใส่ถุงน้ำนม ถุงส่วนมากจะจุได้ประมาณ 6 OZ ค่ะ แต่หญิงแนะนำให้เก็บมากสุด 5 OZ คะ เพราะถ้ามากกว่านั้นถุงอาจรั่วได้ ถุงเก็บน้ำนมไม่แนะนำให้เอานมที่ปั๊มได้ในครั้งต่อไปมาเทซ้ำ เหมือนขวดเก็บน้ำนมนะคะ เพราะน้ำนมเมื่อ freeze แล้วเวลาแกะถุงออกถุงอาจขาดได้คะ เพราะฉะนั้นถ้าเก็บไว้ 2 OZ ก็เขียนหน้าถุงไว้แค่ 2 OZ คะ ถ้าลูกไม่พอกิน ก็เอาถุงใหม่มาละลายให้ลูกทานเพิ่ม

ระยะเวลาในการเก็บน้ำนม  (เวลาอาจคลาดเคลื่อนแล้วแต่แหล่งข้อมูลคะ แต่วันนี้หญิงใช้จากประสบการณ์ตัวเอง แล้วมิกิก็ปลอดภัยดีคะ)

ตู้ freeze แช่ไอติม                    =   6 เดือน

ตู้เย็น 2 ประตู                          =    3 - 4 เดือน

ตู้เย็น ช่องธรรมดา                     =   2 วัน

กระเป๋าเก็บอุณหภูมิมี cool pack     =  8 ชม.



วิธีละลายน้ำนมมาให้ลูกทาน

การละลายน้ำนมแม่ที่แช่ช่อง freeze ออกมาให้ลูกทาน มี 2 วิธี

1. ละลายโดยเอานมจากช่อง freeze มาวางไว้ในตู้เย็นช่องความเย็นธรรมดา โดยวางทิ้งไว้ให้ตัวนมที่แข็งค่อยๆ ละลายกลายเป็นน้ำ  วิธีนี้จะช้าหน่อยนะคะ แต่ก็สะดวก เพราะไม่ต้องมาคอยนั่งดู นมที่ละลายแล้วอยู่ในตู้เย็นได้ 2 วันคะ

ข้อควรจำ     นมที่ละลายแล้วเอาไป freeze อีกรอบไม่ได้นะคะ

2. ละลายโดยเอานมที่ freeze ไว้ไปแช่น้ำธรรมดา วิธีนี้จะเร็วหน่อยแต่ต้องคอยดูไม่ให้นมละลายจนหมดหรือตั้งทิ้งไว้จนอุณหภูมินมกลายเป็นอุณหภูมิห้อง เพราะนมนั้นจะอยู่ได้แค่ 1 ชม.

นมเมื่อละลายบางส่วนแล้วให้นำเข้าตู้เย็นช่องธรรมดา น้ำนมก็จะมีอายุอยู่ได้ 2 วัน เหมือนกับการละลายโดยเอามาวางในตู้เย็นคะ

เมื่อละลายนมแล้วก็เทแบ่งใส่ขวดนมน้องตามปริมาณที่น้องต้องการกินคะ เช่น ละลายขวดที่เก็บนม 8 oz แต่น้องต้องการกินแค่ 30 oz ก็เทแค่ 30 oz ส่วนที่เหลือเอาแช่ตู้เย็นช่องธรรมดาไว้นมที่เหลืออยู่ได้ 2 วัน คะ



วิธีอุ่นนมแม่

1. อุ่นโดยนำขวดนมไปแช่ในน้ำร้อน

2. อุ่นโดยใช้เครื่องอุ่นนม

            ข้อควรระวัง -ห้ามเอานมแม่ไปอุ่นในไมโครเวฟ เพราะจะทำให้เสียคุณค่าทางอาหารและภูมิต้านทาน

- ห้ามอุ่นซ้ำ เช่น อุ่นนมแล้วแต่น้องยังไม่ทาน แต่เห็นว่านมเย็นแล้วก็อุ่นอีกที หรือน้องกินไปบางส่วนกินยังไม่หมดก็อุ่นใหม่

- นมที่น้องกินไปแล้ว ถ้าทานไม่หมดต้องทิ้งภายใน 1 ชม.



สุดท้ายนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้การให้นมแม่กับลูกน้อยสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับตัวคุณแม่เองนะค่ะ ว่าจะขยันและอดทนแค่ไหน การจะทำให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่ายคะ แต่ก็ไม่ยากเกินไปเมื่อเทียบกับสิ่งที่แม่คนหนึ่งจะให้กับลูกตนเองได้คะ

เช่น คุณแม่ต้องกินน้ำวันละ 3 ลิตร ต้องตื่นมาให้นมลูกและปั๊มนมทุก 3 - 4 ชม. ต้องเอาเครื่องปั๊มนมไปทุกที่ ที่เราไป ทำอย่างนี้จนมีนม stock เป็น 1,000 ขวด แล้วก็หยุด ปั๊มตอนมิกิ 7 - 8 เดือน หลังจากนั้น 4 - 5 เดือน  ลูกก็กินนมจาก stock ที่มีจนครบคะ คุณแม่อาจงงค่ะ ว่าทำไมต้อง มี stock เยอะๆ ก็เพราะว่าไม่มี stock เยอะ คุณแม่ก็ต้องปั๊มนมจนครบขวบไงค่ะ นมถึงจะพอให้ลูกทาน

ขอบคุณข้อมูลจาก lamoonbaby.com
Read More
loading...