วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

20 ข้อเหล่านี้ แม่ให้นมลูกอยู่ทาน/ทำ ได้หรือไม่

ให้นมลูกอยู่ เหล่านี้ทาน/ทำ ได้หรือไม่?


 1.ยาคุม แนะนำยาคุม exluton ไม่ทำให้น้ำนมลดค่ะ ตามนี้นะคะ >>http://goo.gl/tLh7W

2.ยาลดความอ้วน ไม่แนะนำค่ะ เพราะแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน บางตัวมีสเตียรอยด์ กดภูมิคุ้มกัน บางตัวทำให้ใจสั่น บางตัวทำให้ถ่ายท้อง บางตัวกระทบน้ำนมทำให้น้ำนมลด บางตัวทำให้เราแพ้ ทำให้ลูกแพ้ได้ค่ะ * ถ้าอยากลดน้ำหนัก แนะนำให้งดของทอด งดน้ำหวาน ลดแป้งมื้อเย็น รับรองเห็นผลภายใน 2-4 อาทิตย์ ผิวพรรณก็จะสวยขึ้นด้วยค่ะ

3. ทำฟัน เข้าคลีนิกทำหน้า ทำฟันได้ค่ะ ฉีดยาชา ถอนฟัน ถอนฟันคุด ขูดหินปูน ทานยาแก้ปวด-ยาปฏิชีวนะได้ (ถ้าจำเป็น) เลเซอร์หน้า ไม่กระทบน้ำนมค่ะ

4 .คอลลาเจน กลูต้า ยาตัวขาวต่างๆ คอลลาเจน มีอยู่ในเนื้อสัตว์ทั่วไปค่ะ การทานเนื้อสัตว์ไม่ทำให้ตัวขาว แต่เราจะได้โปรตีนที่จะร่างกายนำไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอค่ะ ส่วนกลูต้า ทำให้เม็ดสีไม่ทำงาน ภูมิต้านทานผิวหนังลดลง เสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนังและตาบอดค่ะ http://blog.eduzones.com/wigi/86667

5 .ยารักษาสิว ไม่แนะนำ ถ้าเป็นยาที่เป็นฮอร์โมนรวม ที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสโตรเจน พวกนี้น้ำนมลดฮวบค่ะ ถ้าเป็นยาทารักษาสิว ใช้ได้ค่ะ

6 .ปลาดิบ ทานได้ค่ะ ถ้าสดสะอาด และถ้าลูกเราไม่แพ้ปลาทะเลนะคะ

7 .น้ำเย็น ทานได้ค่ะ ไม่ทำให้น้ำนมลดน้อยแต่อย่างใด

8 .ผัก #ผลไม้ ทานได้ค่ะ สังเกตดูว่าน้องไม่แพ้ บางคนแพ้แอปเปิ้ลและสตรอเบอร์รี่ บางคนแพ้ข้าวโพด (ถ้าแม่ทาน) บางคนแพ้กะทินะคะ

9.ส้มตำ ทานได้นะคะ ขอให้ร้านปรุงใหม่และสะอาด ระวังถั่วลิสงและกุ้งแห้ง เด็กเล็กๆ อาจจะแพ้โปรตีนทำให้ท้องอืดโยเยค่ะ ปลาร้าต้มแล้ว ถ้าลูกไม่แพ้โปรตีน แม่ก็ทานได้ค่ะ ขอให้ปรุงสดสะอาดนะคะ สำคัญที่สุด

 10 ชา กาแฟ น้ำอัดลม ชา-กาแฟ ทานได้เล็กน้อย ถ้าไม่ได้ทานมานาน อาจจะทาน 1/4 ถึง 1/2 แก้วก่อน เพราะคาเฟอีนส่งผลให้ลูกตาค้าง นอนยากขึ้นกว่าปกติค่ะ น้ำอัดลม ทานได้ ไม่ทำให้ลูกท้องอืดค่ะ แต่ไม่แนะนำให้ทานบ่อยๆ เพราะน้ำอัดลมมีค่าเป็นกรด จะดึงแคลเซี่ยมออกจากกระดูก ส่งผลให้กระดูกบาง มวลกระดูกลดลง แถมจะทำให้อ้วน น้ำหนักไม่ลดสักที ติดหนึบอยู่ที่ต้นขาและหน้าท้องค่ะ

11. ทาน รสเผ็ด ได้ สาร capsicin ที่ทำให้เรารู้สึกเผ็ดละลายอยู่ในไขมันของน้ำนมแม่ จึงไม่ไปเกาะที่ปลายประสาทที่ลิ้นลูก ลูกก็จะไม่รู้สึกเผ็ด การที่แม่ทานอาหารรสชาติหลากหลายและจัดจ้าน ทำให้น้ำนมเปลี่ยนรสชาติบ่อยๆ ลูกก็จะเป็นเด็กที่ตอบรับกับอาหารเสริมใหม่ๆ ได้ดีขึ้นค่ะ อันนี้ง่ายวิจัยของฝรั่ง ให้ทานกระเทียมค่ะ กลุ่มที่แม่กินกระเทียม ลูกก็จะกินนมนานขึ้น เหมือนจะอร่อยขึ้นค่ะ

12. ดัดผม #ยืดผม #ทำสีผม ได้ #ทาเล็บ ได้ค่ะ แนะนำให้ใช้น้ำยาที่กลิ่นไม่แรง และระวังอย่าให้สารเคมีเปื้อนที่บริเวณหน้าอกค่ะ

13. ทาน #วิตามินรวม น้ำมันปลา แคลเซี่ยมเม็ด ทานได้ค่ะ แต่ใครที่ท่อน้ำนมตันบ่อยๆ หัวข้อนี้อาจเป็นสาเหตุทำให้ท่อน้ำนมตัน เต้าเป็นก้อนได้ค่ะ

14. ครีมทาผิว บำรุงผิว เครื่องสำอาง ใช้ได้ค่ะ ระวังอย่าให้เนื้อครีมสัมผัสลูกโดยตรง เราไม่แพ้แต่ลูกอาจแพ้ค่ะ

15. ยารักษาโรค ส่วนมากทานได้ค่ะ ตัวยาออกทางน้ำนมน้อยมากเพียง 1% แนะนำให้ตรวจสอบจากเว็บนี้ www.e-lactancia.org

16. วัคซีน และเซรุ่มทุกชนิด แม่ให้นมฉีดวัคซีนและรับเซรุ่มได้เหมือนบุคคลทั่วไปค่ะ

17. แอลกอฮอล & ยาดองเหล้า ไม่ควรทานค่ะ เพราะแอลกอฮอลผ่านทางน้ำนมไปหาลูกได้ ตับของลูกน้อยยังทำงานได้ไม่เต็มที่ เพิ่มความเสี่ยงภาวะตับวาย

18. ยาชักมดลูก ไม่ควรทานเพราะมีผลให้น้ำนมลดค่ะ

19. ผลไม้รสเปรี้ยว & ผักบางชนิด อันนี้แล้วแต่คน หลายคนแพ้ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ค่ะ สตรอเบอร์รี่ แครนเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แม่ทานแล้วลูกอาจแพ้ บางครั้งมีเคสแม่ทานข้าวโพดแล้วลูกแพ้นะคะ รอลูกครบขวบค่อยให้ลองทานค่ะ

20. โปรตีนกลุ่มเสี่ยง (นมเนย-ถั่ว-ไข่-แป้งสาลี-อาหารทะเล) แล้วแต่คนค่ะ สำหรับแม่ท้อง อย่ากระหน่ำทานกลุ่มนี้เพราะโปรตีนเหล่านี้กระตุ้นและเพิ่มความเสี่ยงให้ลูกในครรภ์แพ้ง่าย สำหรับแม่ให้นม ลองสังเกตดู ถ้าน้องมีอาการแพ้ (ทางผิว/ทางเดินอาหาร/ทางเดินหายใจ) ก็งดทานซักพัก เมื่อลูกโตขึ้น ลำไส้แข็งแรงขึ้น ร่างกายอาจรับโปรตีนเหล่านี้ได้ดีขึ้นค่ะ
ทานให้พอดีๆ ให้ได้สารอาหาร 5 หมู่เพื่อบำรุงร่างกายแม่นะคะ
ช่วงนี้บทความที่กล่าวว่า "คุณค่าและปริมาณ" ขึ้นอยู่กับอาหารของแม่นั้น #ไม่จริงนะคะ คุณค่านมแม่ ดีของมันอยู่แล้วค่ะ
ถามนิดเดียวค่ะ: แม่วัวไม่กินนมวัว แล้วนมวัวจะมีคุณค่าหรือไม่? (ไม่ต้องกินนมวัว เพราะกลไกธรรมชาติจะดึงสารอาหารจากแม่วัวมาผลิตนมวัว แม่วัวก็กินหญ้าตามปกติในปริมาณมากขึ้นค่ะ)
ตามนี้นะจ๊ะ สาวๆ
Read More

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เทคนิคสอนลูกให้ใฝ่เรียนรู้ เริ่มต้นได้ที่บ้าน‬

การปลูกฝังให้ลูกมีความตั้งใจ ใฝ่เรียนรู้ จะทำให้ลูกประสบความสำเร็จในการเรียน มีชีวิตที่ดี เจอสิ่งใดที่ยากก็สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยใจที่เป็นสุข
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรสอนให้ลูกมีความสุขกับการเรียนรู้ตั้งแต่ยังเล็ก โดยทำได้ดังนี้


 ◆ อ่านหนังสือกับลูกจนเกิดเป็นนิสัย โดยจัดสรรเวลาที่เหมาะสม ชี้ชวน แนะนำ เล่านิทานให้ลูกฟัง แสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ก็ชอบอ่านหนังสือ

◆ ให้ลูกมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบงานในบ้านอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ลูกทำงานบ้านที่เหมาะสมกับวัย แบ่งสรรงานที่ลูกสามารถทำสำเร็จและปล่อยให้ลูกทำเองได้ เช่น การแต่งตัว การจัดเก็บโต๊ะอาหาร การล้างจาน

◆ ฝึกให้ลูกรู้จักใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ โดยร่วมกันจัดตารางชีวิตในแต่ละวันว่าจะใช้เวลาทำกิจกรรมต่างๆ ที่เหมาะสมอย่างไร และเราจะช่วยกันทำเมื่อถึงเวลาที่กำหนด เช่น การพักผ่อน การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ การทำงานบ้าน

◆ สอนลูกทำการบ้าน โดยทำความเข้าใจกับลูกว่าการบ้านเป็นความรับผิดชอบของลูกที่จะต้องทำให้เสร็จ แต่พ่อแม่สามารถช่วยลูกทำการบ้านได้ โดยช่วยจัดตารางเวลา แล้วให้ลูกรีบทำการบ้านที่ได้รับมอบหมาย อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน
ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยจัดสถานที่ที่เอื้อต่อการทำการบ้าน ให้มีความสงบ มีแสงสว่างเพียงพอ มีเครื่องเขียนอุปกรณ์พร้อมด้วย

◆ ทำให้การเรียนรู้ในชีวิตประจำวันเป็นเรื่องสนุก น่าสนใจ มีความท้าทาย ฝึกให้ลูกรู้จักตั้งคำถามและฝึกหาคำตอบในเรื่องต่างๆ รวมถึงฝึกให้ลูกรู้จักแสดงความคิดเห็น พร้อมทั้งสอดแทรกข้อคิด สิ่งที่น่าเรียนรู้ไว้ด้วย ก็จะเป็นประโยชน์ต่อลูกมาก
ที่สำคัญคือ ควรฝึกให้ลูกคิดถึงอนาคตของตัวเอง สิ่งที่ลูกคาดหวังจะสำเร็จได้ด้วยการเริ่มต้นในวันนี้ ลูกจึงควรมีส่วนในการวางแผนอนาคตของตัวเอง และสามารถตัดสินใจในบางเรื่องได้ตั้งแต่ในวัยนี้
เพียงเท่านี้ลูกและเราพ่อแม่ก็จะสนุกและมีความสุขกับการใฝ่เรียนรู้ไปด้วยกัน
Read More

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559

3 สิ่งที่ควรทำเมื่อคุณพ่อคุณแม่ต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้าน

1) อย่าแอบออกไป เพราะจะเพิ่มความกังวลให้ลูกว่าคุณจะแอบออกไปอีก และจะทำให้เขากังวลถึงความเป็นไปได้เช่นนี้เมื่อใดก็ตามที่ไม่เห็นคุณ ควรบอกลูกว่าคุณกำลังจะออกไปข้างนอกก่อนออกไป
.
.
2) จากไปโดยเร็ว อย่าอ้อยอิ่งและพยายามทำให้ลูกสงบ ถ้าคุณเป็นเช่นพ่อแม่หลายคนคุณจะรู้สึกผิดทีเดียวที่ทำให้ลูกไม่สบายใจมาก แต่การกอดหรืออธิบายให้เขาฟังเพิ่มอีกไม่กี่นาทีว่าคุณจะกลับมาโดยเร็วไม่อาจจะบรรเทาความวิตกของเขาได้เลย
.
.
3) จำไว้ว่าการร้องไห้มักหยุดในไม่กี่นาทีหลังจากคุณไปแล้ว และจะกลับมาใหม่เมื่อคุณกลับมา (ครั้งนี้ลูกกำลังลงโทษคุณที่ทิ้งไป) 

เพื่อพิสูจน์ด้วยตัวเอง ครั้งหน้าที่คุณออกไปข้างนอกโดยปล่อยทารกที่กรีดร้องไว้ข้างหลังให้ยืนนอกประตูบ้านที่ปิด คุณอาจคิดว่าการร้องไห้จะดำเนินต่อไม่สิ้นสุด แต่น่าแปลกใจที่การร้องไห้จะหยุดในเวลาไม่นาน
.

.
ขอบคุณข้อมูลดีๆ จากหนังสือ "คัมภีร์การดูแลทารกและเด็กเล็ก ฉบับสมบูรณ์"


Read More

วันอังคารที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2559

ทำได้อย่างไร คุณแม่จึงจะผลิตน้ำนมมากขึ้น

สามารถทำได้ในผู้หญิงทุกคนที่มีต่อมน้ำนม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งครรภ์ หรือ ไม่เคยมีลูกมาก่อนก็ตาม และในบางคนอาจผลิตน้ำนมได้ในปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการของลูกได้โดยไม่ต้องใช้นมผงเลย




วิธีการ

1.กรณีที่แม่เตรียมรับลูกบุญธรรม หรือ กรณีให้ผู้อื่นอุ้มบุญเนื่องจากไม่สามารถตั้งครรภ์เองได้ เมื่อใกล้คลอดประมาณ 2 สัปดาห์ ให้คุณแม่ที่ไม่ได้ตั้งครรภ์เริ่มกินอาหารกระตุ้นน้ำนม และ/หรือ ยากระตุ้นน้ำนมดอมเพอริโดน (หากไม่มีผลข้างเคียงหรือแพ้ยา) 2 เม็ด ทุก 6 ชม. และ/หรือ ยาประสระน้ำนม , fenugreek , ลูกซัด และให้เริ่มปั๊มนมเพื่อกระตุ้นได้เลย โดยใช้เครื่องปั๊มแบบคู่ ทุก 2-3ชม. ทั้งกลางวัน/กลางคืน (กลางคืนสำคัญมาก โดยเฉพาะเวลา ตี 2-3 เนื่องจากฮอร์โมนหลั่งสูงสุด) ปรับความแรงของเครื่องสูงสุด แต่ไม่แรงเกินไปจนทำให้เจ็บหัวนม ปั๊มแต่ละครั้งนาน 20 นาที (ปั๊มไปด้วย ทำอะไรอย่างอื่นไปด้วย ให้เพลินๆ) หัวใจสำคัญอยู่ที่การกระตุ้นเต้านม ระบายน้ำนมออกบ่อยๆ อย่ารอให้เต้าคัดตึงแล้วจึงค่อยเอาออก เพราะจะทำให้น้ำนมไม่เพิ่มขึ้นเท่าที่ควร

เมื่อลูกเกิดแล้ว ให้นำลูกมาดูดเต้าเหมือนแม่ที่คลอดลูกปกติ น้ำนมจะมาภายใน 2 สัปดาห์ บางคนมีน้ำนมมาตั้งแต่ลูกยังไม่ได้มาดูดกระตุ้นด้วยซ้ำไป ตั้งแต่ตอนที่ยังใช้เพียงแค่ใช้เครื่องปั๊มกระตุ้น หากน้ำนมยังไม่มา แต่นน.ตัวลูกเริ่มลดลงต่ำกว่า 10 เปอร์เซนต์ของแรกเกิดแล้ว ให้เสริมนมโดยต่อสายพลาสติกเล็กๆสำหรับให้อาหารมาที่หัวนม (lactation aids) เวลาลูกดูด จะได้รับน้ำนมเพิ่มเข้าไปด้วย

หากไม่ให้ลูกดูดเต้าเลย ใช้วิธีปั๊มอย่างเดียว จะผลิตน้ำนมได้ไม่มากเท่ากับรายที่ลูกได้ดูดเต้าด้วย จึงควรให้โอกาสเด็กดูดเต้าให้ได้ หากรพ.ที่คลอดช่วยให้ลูกดูดเต้าไม่ได้ อย่าเพิ่งถอดใจ ตัดสินใจเป็นคุณแม่นักปั๊ม ควรติดต่อคลินิคนมแม่เพื่อเรียนรู้ท่าดูดนมที่ถูกต้อง หรือ ตรวจดูว่า มีพังผืดใต้ลิ้นหรือไม่ เมื่อได้รับการแก้ไขแล้ว การดูดเต้าอาจเป็นเรื่องง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

2.แม่ที่น้ำนมเริ่มลดลง หรือ เคยให้นม แต่หยุดให้ไป และน้ำนมแห้งไปแล้ว อยากเปลี่ยนใจจะกลับมาให้นมแม่อีก เพราะลูกอาจมีปัญหาแพ้นมผง ไม่สบายบ่อย

หากหยุดไปไม่นาน และแม่ต้องการกลับมาให้ลูกดูดเต้าอีกเพราะหวังผลกระตุ้นอย่างเต็มที่ ก็ใช้วิธีเดียวกับข้อ 1. และหากเป็นไปได้ ควรหยุดการป้อนนมลูกด้วยขวดนม เพราะจะทำให้การกลับมาดูดเต้าเป็นไปได้ยาก ให้เปลี่ยนเป็นการป้อนนมด้วยถ้วย ช้อน ดูดหลอด เป็นต้น

แต่ถ้าทำยังไง ลูกก็ยังไม่ยอมดูดเต้าแล้ว ให้คุณแม่ปั๊มนมอย่างสม่ำเสมอทั้งกลางวัน/กลางคืน ร่วมกับการกระตุ้นจี๊ดที่หัวนม และฝึกบีบเต้าให้เกลี้ยงด้วยมือ ก็จะทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน

น้ำนมแม่ที่ผลิตได้ มีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำนมแม่ตามปกติ และ การที่แม่ปั๊มนม ถึงแม้ว่าลูกไม่ได้ดูดเต้าโดยตรง ก็ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลายโรคในแม่ด้วยเช่นกัน เช่น โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มะเร็งรังไข่ โรคกระดูกพรุน ฯลฯ

ขอเป็นกำลังใจให้คุณแม่ทุกท่านที่กำลังกู้น้ำนม หรือ ผู้มีความต้องการผลิตนมแม่ด้วยความตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมค่ะ

คุณแม่กู้น้ำนมโดยใช้เครื่องปั๊มทุก 3 ชม.ทั้งกลางวันกลางคืน โดย 3 สัปดาห์แรก ไม่มีน้ำนมออกมาสักหยด เริ่มได้ติดก้นขวดเมื่อ 21 วัน และได้มากกว่า 3 ออนซ์/วัน เมื่อ 28 วัน ขณะเดียวกันคุณแม่ท่านนี้ก็พยายามให้ลูกฝึกดูดเต้าด้วย ตอนไม่ได้หิวจัดๆ อารมณ์ดีๆ ถ้าดูดแล้วเริ่มหงุดหงิด คุณพยาบาลก็เอาแผ่นแปะหัวนมซิลิโคนมาครอบ หรือ เอาน้ำนมมาหยดล่อที่เต้า เพื่อจูงใจให้ลูกยอมดูดต่อ

อย่าคิดว่า คุ้มกันไหมที่ต้องทุ่มเทขนาดนี้ คุ้มค่าแน่นอนค่ะ เพราะน้ำนมแม่ 1 ซีซี มีเม็ดเลือดขาวตั้ง 1-4 ล้านตัว ได้มาติดก้นขวด เอาหยอดปากลูกเท่ากับลูกได้รับภูมิคุ้มกันชั้นเยี่ยม และ ถ้าลูกยอมกลับมาดูดเต้าได้ด้วย ยิ่งเป็นโบนัสที่ยิ่งใหญ่ น่าดีใจยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่เสียอีก

ที่มา - สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Read More

วันจันทร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2559

ลูกน้อยได้อะไรจากการอ่านหนังสือ ?

เราคงคิดว่าลูกจะได้อะไรกับการอ่านหนังสือของพ่อ หรือแม่ในขณะที่อยู่ในครรภ์  เพราะการที่พ่อแม่อ่านหนังสือในขณะที่ลูกยังไม่สามารถสื่อสารกับแม่ได้ถึงแม้จะอยู่ในท้องนั้น  แต่เราควรรับรู้ว่า “การอ่านหนังสือ” คือสิ่งมหัศจรรย์ และจะปลูกฝังลูกให้รักการอ่านได้เป็นอย่างดี 

ภาพประกอบ - http://time.com/3667247/reasons-read-real-book/

เพราะฉะนั้นเรามาพิจารณาสิ่งที่ลูกจะได้จากการอ่านหนังสือของพ่อแม่กันเถอะ

1.    ได้ “ความคุ้นชิน” ในการอ่านนั้นคนที่ชินต่อการอ่าน เมื่อพบเห็นหนังสือทั่วไปอาจหยิบขึ้นมาอ่านด้วยความคุ้นชิน แต่บางคนมักอ่านหนังสือที่ตัวเองสนใจ และชอบเท่านั้น  แต่หากเราปลูกฝังตั้งแต่อยู่ในท้องจะทำให้ลูก “รักที่อ่าน” เมื่อเขาเติบโตมา
2.    ได้ “สมาธิ” เพราะการอ่านต้องใช้สมาธิการอ่านออกเสียง หรือแม้กระทั่งอ่านในใจซึ่งเป็นการเรียกสมาธิได้แตกต่างกัน  บางคนอ่านในใจทำให้เกิดสมาธิได้มาก แต่บางคนการเรียกสมาธิของตนเองผ่านการอ่านออกเสียง เพราะอายตนะจะจดจ่ออยู่กับหนังสือ และการออกเสียง  ลูกน้อยซึ่งอยู่ในครรภ์แม่จึงรับรู้ไปพร้อมๆกับแม่ที่ปฏิบัติการอ่านในขณะนั้น
3.    ได้เข้าใจภาษาที่ถูกต้อง รวมถึงการรวมคำ ผสมคำ  ถึงแม้ลูกน้อยจะยังไม่สามารถทำได้แต่การรับรู้เพื่อเป็นการ “ปลูกฝัง” สิ่งเหล่านี้จะทำให้ลูกน้อยเข้าใจภาษาได้ง่ายขึ้นหลังจากคลอดออกมา
4.    ช่วยกระตุ้นจินตนาการและความตื่นเต้นให้กับลูก  แม่บางคนอาจมีทักษะในการอ่านที่โด่ดเด่น แตกต่างกันออกไป นอกจากลูกจะได้เรื่องของภาษาแล้ว หากพ่อแม่ที่อ่านหนังสือจินตนาการตามหนังสือที่อ่านจะทำให้ลูกรับรู้ได้ถึงจินตนาการเหล่านั้น ทำให้ลูกน้อยมีพัฒนาการด้านจินตนาการได้อีกทางหนึ่งด้วย
เมื่อเห็นประโยชน์อย่างนี้แล้ว เราจะมาเริ่มอ่านหนังสือให้ลูกน้อยฟังกันได้หรือยัง...
Read More

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559

คุณแม่ควรรู้!! ทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์

หลังจากที่เคยโพสเรื่องหนังสือเล่มแรก...ที่แม่ควรอ่านให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ คุณแม่ทั้งหลายอยากรู้มั้ยค่ะว่าทำไมต้อง “อ่าน” ตั้งแต่ตั้งครรภ์  ผลการศึกษาจากงานวิจัยหลายชิ้น สอดคล้องกับความรู้ทางการแพทย์ที่ยืนยันได้ว่า ช่วงเวลาของการเจริญเติบโตทางสมองของมนุษย์นั้นต้องสอดคล้องกันทั้งสมอง จิตวิญญาณ รวมถึงความดีงามซึ่งเราสามารถบ่มเพาะได้ตั้งแต่การตั้งครรภ์



            มีงานวิจัยบางชิ้นพบว่ามหัศจรรย์ของ “การอ่าน” สามารถปรับเปลี่ยน วิธีคิด และพฤติกรรมของคนเราได้มาก  จากเด็กที่เป็นเด็กเอาแต่ใจ อารมณ์ร้ายให้กลับมาเป็นเด็กที่มีสมาธิ ร่าเริง แจ่มใส   มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีได้อย่างไม่น่าเชื่อทุกอย่างเหล่านี้ควบรวมถึงสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ  เช่นต้นไม้ใบหญ้า สัตว์เลี้ยง สิ่งของ หรือแม้กระทั่งคนรอบข้าง  

            การอ่านตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ถือเป็นสิ่งที่ปลูกฝังเรื่องของ “รักการอ่าน”  และนำไปสู่พัฒนาการทางสมองคนมนุษย์ได้ดี  แม่มือใหม่หลายคนไม่ชอบอ่านหนังสือ ชอบฟังเพลง เล่นเกม หรือดูสารคดี  ซึ่งก็ถือเป็นการเสริมสร้างพัฒนาการให้แก่ลูกน้อยได้เหมือนกัน  แต่มุมของการอ่านนั้น ถือว่าเราใช้ “อายตนะ” ทั้งภายใน คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และภายนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง  ถึงแม้จะใช้อายตนะได้ไม่ครบ แต่ถือว่าเป็นการเรียนรู้ผ่านอายตนะได้ดี และจะสร้างพัฒนาการทางสมองของลูกน้อย

            พ่อแม่บางคนอาจจะไม่ทันคิดว่าทำไมเราต้องอ่านตั้งแต่อยู่ในครรภ์  เพราะการซึมซัมที่จะมีสมาธิและตั้งใจฟังอะไรๆ  รอบข้างนั้นเริ่มต้นได้จากการอ่าน  ถือว่าการอ่านเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่พ่อแม่ทุกคู่ควรส่งเสริมให้แก่ลูกน้อย  เพราะนั่นคือก้าวแรกของการที่จะพาลูกน้อยให้เรียนรู้ภาษาได้เป็นอย่างดี............
Read More

วันพุธที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2559

หนังสือเล่มแรก...ที่แม่ควรอ่านให้ลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

หนังสือทุกเล่มมีประโยชน์  แต่ใช่ว่าจะให้ประโยชน์ที่เหมือนกันทุกประการ  การอ่านหนังสือนั้นถือเป็นการเรียกสมาธิได้อย่างหนึ่ง  ได้ฝักทั้งทักษะการอ่าน การสะกดคำ และการคิดวิเคราะห์ แต่เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าหนังสือเล่มไหนที่จะอ่านแล้วทำให้ลูกเป็นอย่างที่เราอยากให้เขาเป็นตั้งแต่อยู่ในครรภ์



            “อยากให้เด็กฉลาดด้านไหนควรเลือกหนังสือด้านนั้นให้เด็ก”  ซึ่งการปลูกฝังการอ่านตั้งแต่อยู่ในครรภ์ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อพัฒนาการของลูกน้อย  เพราะเมื่อแม่อ่านหนังสือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติคืออารมณ์ร่วมไปกับหนังสือ  เช่นการเลือกหนังสือเพื่อสร้างความสนุกสนาน เมื่อแม่อ่านหนังสือก็จะมีอารมณ์ดี สนุกสนาน ทำให้จิตใจเบิกบานผ่องใส ส่งผลต่อลูกน้อยในครรภ์ ให้รู้สึกเบิกบานสนุกสนานไปด้วยเช่นกัน 

            นอกจากนี้แม่อาจเลือกหนังสือประเภท ธรรมะ หรือบทสวดมนต์  เพราะการอ่านหนังสือประเภทนี้จะทำให้จิตใจเกิดความผ่องใส จิตบริสุทธิ์  รวมไปถึงทำให้รู้จักความดีความชั่ว  แยกแยะถูกผิดได้   ส่งผลให้ลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์สามารถซึมซับสิ่งที่แม่สื่อสารทางจิตใจต่อลูกน้อยได้

            หนังสือภาพก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่คุณแม่วัยใสจะสามารถหยิบขึ้นมาเพื่อเป็นหนังสือที่สื่อสารและพัฒนาการสมองของลูกน้องตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากหนังสือภาพเป็นหนังสือที่ไม่มีคำบรรยายการอ่านหนังสือภาพนั้นต้องอาศัยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์  และนั่นทำให้ส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองด้านความคิดสร้างสรรค์ให้ลูกน้อยได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

            ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่จะเลือกหนังสือประเภทไหนที่จะนำไปสู่พัฒนาการทางสมองให้แก่ลูกน้อย  ซึ่งต่อไปจะมีการนำความรู้เกี่ยวกับการอ่านเพื่อพัฒนาการสมองของลูกน้อยในช่วง 0 – 6 ปี  และช่วง 6 – 9 ปีกันต่อไป ว่าอ่านอย่างไรจะสามารถ “เปลี่ยน” ลูกน้อยได้……
Read More
loading...