วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การตั้งท้องที่สองต่างจากท้องแรกหรือไม่

คุณแม่ท้องที่สองมักรับรู้สัญญาณการตั้งครรภ์ในช่วงต้นได้ไวกว่าท้องแรก ท้องที่สองมีแนวโน้มว่าขนาดท้องจะใหญ่เร็วกว่าและมีขนาดท้องที่ใหญ่กว่าเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องและมดลูกเคยผ่านการขยายตัวมาแล้ว ท้องที่ใหญ่ขึ้นอาจส่งผลต่อการปวดหลังและการเจ็บครรภ์ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หลวมตัวมากขึ้นจะทำให้คุณแม่รู้สึกถึงการเตะของลูกได้ได้เร็วขึ้น อาจรู้สึกถึงการเตะของลูกได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ การคลอดครั้งที่สองมักจะง่ายและเร็วกว่าเพราะกล้ามเนื้อต่างๆเคยหย่อนและคลายตัวตอนคลอดครั้งแรกแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนตัวกลับแข็งแรงขึ้น เพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนนี้จะทำให้เกิดเจ็บท้องและปวดหลังมากขึ้น การควบคุมจังหวะชีวิตให้ช้าลงและผ่อนคลายจิตใจไม่เครียดจะช่วยลดอาการปวดหัวตอนเช้าๆ เพราะความเครียดที่เกิดจากการเลี้ยงลูกคนแรกด้วยจะทำให้หมดพลังงานได้ง่ายๆและเป็นตะคริว ดังนั้นระหว่างวันควรหยุดพักให้บ่อยขึ้น


เพิ่งคลอดได้สามเดือนแล้วตั้งท้องลูกคนใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร
          ร่างกายของคุณแม่ยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อม แต่ต้องไม่เครียดกับการเตรียมตัว การกินอาหารร่างกายแม่อาจยังสะสมวิตามินและสารอาหารต่างๆไม่ทัน ฉะนั้นต้องกินเข้าไปชดเชยมากกว่าปกติเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และคุณลูกในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยเน้นที่โปรตีนและธาตุเหล็ก อย่างไรก็ดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้อาหารเสริม ต้องตั้งเป้าเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสม หากให้นมลูกคนแรกด้วยต้องแน่ใจว่าไม่ฝืนร่างกายคุณแม่ ถ้าร่างกายไม่ไหวควรใช้นมผงช่วยหรือหย่านมแม่เลย ต้องให้แน่ใจว่าอาหารที่แม่กินจะมีพลังงานเพียงพอสำหรับแบ่งให้ลูกที่กินนมแม่และลูกในท้องด้วย คุณแม่พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้มากกว่าคนทั่วไป หาคนมาช่วยแบ่งเบางานบ้านและงานที่ไม่จำเป็น ร่วมทั้งหาผู้ช่วยเลี้ยงลูกคนแรกด้วย


เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก
            เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก และกลัวว่าจะเกิดซ้ำในการตั้งท้องที่สอง ก่อนอื่นเมื่อตั้งครรภ์ท้องที่สองควรบอกแพทย์เมื่อฝากครรภ์ไว้ก่อนว่ามีประวัติการคลอดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเสริมการตั้งครรภ์ในช่วงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 จนถึงสัปดาห์ที่ 36 เพื่อลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนของการตั้งครรภ์
Read More

โปรตีนนุ่ม CPP คืออะไร และดีต่อทารกอย่างไร

 “นมแม่” คือ นมที่ดีสุดสำหรับเด็กเล็กช่วง 1 ขวบปีแรก และควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุดเท่าทีจะทำได้  แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องให้นมผงกับลูก ควรพิจารณาเลือกนมที่มี CPP โปรตีนนุ่ม และ ไขมันที่ย่อยง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารธรรมชาติ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อเสริมพัฒนาการรอบด้านที่ดีให้กับลูกรัก และพัฒนาสมอง เด็กเล็กช่วง 1 ขวบปีแรกกระบวนการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์ โปรตีนจากนมที่ลูกดื่มต้องเป็นโปรตีนคุณภาพ มีความนุ่ม ย่อยง่ายสบายท้อง  จากการศึกษาพบว่า โปรตีนนุ่ม ( Casein phosphopeptidesหรือ CPP) เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับทารก เรามาทำควารู้จักกับสุดยอดโปรตีน โปรตีนนุ่มCPP กันค่ะ



โปรตีนนุ่ม CPP คืออะไร
โปรตีนนุ่ม หรือ Casein phosphopeptides ตัวย่อ CPP คือ โปรตีนที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมเกลือแร่ต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้ทันที

โปรตีนนุ่ม CPP ดีต่อทารกอย่างไร 
เด็กเล็กช่วง1 ขวบปีแรก ระบบการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ กระบวนการย่อยและการดูดซึมโปรตีนในนม เมื่ออยู่ในสภาพเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะอยู่ในรูปก้อนโปรตีน หรือ Curd ซึ่งเป็นการจับตัวกันหลายๆ โมเลกุลของ เคซีน ซึ่งเมื่อถูกย่อยโดยเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร จะแตกตัวออกเป็นโมเลกุลย่อยๆ คือ Casein phosphopeptides (CPP) ซึ่งจะถูกย่อยต่อไปในลำไส้เล็ก และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในรูปกรดอะมิโน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายต่อไป เนื่องจากเด็กเล็กช่วง1 ขวบปีแรก ระบบการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่หากเด็กได้ดื่มนมที่มีโปรตีนโมเลกุลอัดกันแน่นย่อยยาก จะส่งผลทำให้เด็กไม่สบายท้อง ร้องกวนโยเย ท้องอืด จากนมย่อยยากดูดซึมยาก ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เด็กดื่มนมที่มีโปรตีนนุ่ม CPP จึงช่วยลดปัญหาอาการไม่สบายท้อง ท้องอืด ท้องผูกได้เป็นอย่างดี

CPP โปรตีนนุ่มหาได้จากไหน
CPP โปรตีนนุ่มพบมากในนมแพะ โดยนมแพะนอกจากจะมี CPP โปรตีนนุ่มที่เพิ่มการดูดซึม แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม สู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นมแพะยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และนมแพะยังมีระบบสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ มี Bioactive Components จากธรรมชาติในปริมาณสูงอีกด้วย



ขอบคุณข้อมูล : mamaexpert
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

9 สาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก

1.ประวัติเคยเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมาก่อน (Pelvic inflammatory disease: PID) ซึ่งการติดเชื้อทำให้เกิด การทำลายสภาพปกติของท่อนำไข่ ซึ่งเป็นที่เดินทางของไข่  ซึ่งปกติภายในท่อนำไข่จะมี เซลล์ ที่คล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ (Cilia) คอยโบกให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวเข้าไปสู่โพรงมดลูก เมื่อเซลล์เหล่านี้เสียหายก็ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด



2.ภาวะมีบุตรยาก และการกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมนในปริมาณสูงๆ มีโอกาสเกิดท้องนอกมดลูกได้สูงกว่าคนปกติถึง 4 เท่า นอกจากนี้ในกลุ่มผู้มีบุตรยากมักมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ซึ่งมักทำให้เกิดพังผืดบริเวณท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่ผิดรูป และตีบตันได้

3.การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine device: IUD) โอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกประมาณร้อยละ 3-4 โดยห่วงอนามัยชนิดที่มีทองแดงมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกน้อยกว่าห่วงชนิดอื่นๆ เพราะกลไกของห่วงอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกเท่านั้น


4.การเคยได้รับสารกลุ่ม diethylstilbestrol(DES) เป็นฮอร์โมนเพศหญิง หรือ เอสโตรเจน (Estrogen)ในระดับสูงๆ ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่าคนปกติ 3-5 เท่า ปัจจุบันยานี้เลิกใช้ไปแล้ว แต่พบว่าการที่ผู้หญิงบางคน ได้รับยาคุมกำเนิดชนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงๆ  ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูงขึ้นเช่นกัน

5.การผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่ การขูดมดลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด รบกวนการเดินทางของไข่

6.การสูบบุหรี่ ทำให้เกิดตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าคนปกติ 1.6-3.5 เท่า

7.การทำหมัน ทำให้เกิดการท้องนอกมดลูกหลังทำหมันได้ประมาณร้อยละ 6 และมักเป็นในช่วงหลังจาก 2 ปีหลังการทำหมันไปแล้ว

8.ประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำในท้องถัดไป ได้ร้อยละ 10-25

9.อายุ ในกลุ่มที่อายุมาก (35-44 ปี) มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่ากลุ่มอายุน้อย (15-24 ปี) ถึง 4 เท่า เชื่อว่าอาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อท่อนำไข่ ( myoelectrical ) ทำให้การเคลื่อนไหวบีบตัวของท่อนำไข่ทำงานน้อยลง


Read More

ไขข้อข้องใจ! คุณแม่ผ่าคลอด มีลูกได้กี่คน?

คลอด...ฉากสำคัญของกระบวนการเป็นแม่ที่ผู้หญิงต้องเผชิญ หากจะถามเจ้าตัวว่าเธออยากคลอดเองตามธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติ แบบที่ต้องอาศัยคมมีดผ่าตัด เชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ แม้ว่าใจหนึ่งอดประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งที่ต้องเผชิญไม่ได้ อย่างเช่น ความเจ็บปวด หรือร้อยแปดพันเก้าที่คนเขาเล่าว่า... มันเป็นช่วงเวลาวิกฤติเจียนตาย

ในยุคหลังๆ ที่ผ่านมา ผู้หญิงเราจึงหันหลังให้ความเจ็บปวดในการคลอดตามธรรมชาติ หันมาเรียกร้องต้องการให้กำเนิดแบบสบายๆ ไร้ความเจ็บปวดด้วยวิธีผ่าคลอดในอัตราสูงขึ้นทุกทีๆ แล้วเลยเถิดไปถึงผ่าคลอดด้วยต้องการกำหนดฤกษ์เกิดให้ลูก ยิ่งมีการเสนอข้อมูลชวนให้คล้อยตามว่า ผ่าคลอดดีกว่าคลอดเอง อ้างอิงถึงความน่ากลัว เสี่ยงอันตรายต่างๆ นานาของการคลอดเองตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็สรรเสริญการคลอดด้วยวิธีผ่าตัดว่าดีกว่า ปลอดภัยกว่า ทั้งต่อแม่และลูกน้อยชวนให้เข้าใจว่า การคลอดเองตามธรรมชาติจะทำให้แม่บอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีผลอย่างมากต่อชีวิตเซ็กซ์หลังคลอด (ถึงกับหย่าร้างกันเพราะช่องคลอดหลวม) ลูกน้อยเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน มีศีรษะเบี้ยว ยาว ปากเบี้ยว กะโหลกร้าว เลือดคั่งในสมอง เกิดความสับสนว่าการคลอดด้วยตัวเองที่ผู้หญิงนับล้านเคยคลอดมาแล้วนั้นมันเสียหายร้ายแรงถึงเพียงนี้หรือ อย่างนี้เปลี่ยนเป็นผ่าตัดคลอดกันทุกคนมิดีกว่าหรือ วันนี้มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการผ่าไม่ผ่า ที่เราได้ยินได้อ่านมา



โดยปกติแล้วคุณแม่ที่ผ่าคลอดบุตรคุณหมอจะแนะนำให้มีลูกแค่ 2 คนเท่านั้น และเว้นช่วงการมีลูกห่างกัน 2 ปี เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนร่างกายและกันเรื่องแผลที่ผ่าจะแยก หรือเรื่องมดลูกจะแตก ดังนั้นหลังผ่าคลอดควรเว้นระยะไปซักนิดถ้าต้องการมีลูกคนต่อไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ค่ะ

แต่ในปัจจุบัน คุณแม่ผ่าคลอดบางคน ผ่าคลอดลูก 3-4 คน ก็มีมาแล้ว หรือ บางคนเว้นช่วงยังไม่ถึงปี ก็ตั้งครรภ์คนต่อไปเลยแบบนี้ก็มีค่ะ คุณแม่ผ่าคลอดจะมีลูก 2 คน 3 คน หรือ 4 คน ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด คุณหมอจะดูข้อจำกัดของคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้ว ดังนี้


  • อายุของคุณแม่มากเกินไปหรือไม่
  • แผลผ่าคลอดครั้งที่แล้ว หนาบางแค่ไหน
  • มีพังผืดที่ท้องมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีมากไม่สมควรผ่าคลอดอีกค่ะ
  • โรคประจำตัวที่อาจจะแทรกซ้อนรุนแรงขณะที่ตั้งครรภ์

ในกรณีคุณแม่ที่ผ่าคลอดแล้วต้องการมีลูกมากกว่า 2 หรือ 3 คนขึ้นไปคุณหมอจะตรวจร่างกายของคุณแม่อย่างละเอียด เช่น ตรวจภายใน ตรวจมดลูก และโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ผ่าคลอดที่ต้องการมีลูก 3-4 คนขึ้นไปต้องดูแลร่างกายตัวเองให้มากกว่าปกติและทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดเท่านั้นค่ะ
Read More

ไขข้อข้องใจ ตุ่มบริเวณลานนมคืออะไร? เกี่ยวอะไรกับยาคุมกำเนิด

ในแถวๆ ลานนมนั้น จะมีต่อมไขมันชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย เรียกว่าต่อม Montgomery glandโดยมันจะทำหน้าที่ในการสร้างสารที่มีกลิ่นแบบเดียวกับกลิ่นของน้ำคร่ำ เพื่อให้ทารกแรกเกิดได้กลิ่น แล้วตามกลิ่นที่คุ้นเคยมาจนเจอหัวนมได้ในที่สุด เป็นเสมือนแผนที่นำทางของทารกนั่นเอง ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยให้ทารกเรียนรู้ได้ว่าคนไหนเป็นแม่ และเริ่มต้นดูดนมแม่ได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ทารกเรียนรู้การดูดนมได้ด้วยตัวเอง (self-attachment) หรือ ที่เรียกกันว่า breast crawl 


ตุ่มเหล่านี้จะมีประมาณ 4 – 28 ตุ่ม อาจเพิ่มหรือขยายขนาดได้ ในกรณีได้ฮอร์โมนเพิ่ม เช่น การทานยาคุมกำเนิด หรือช่วงมีประจำเดือน

อาการตุ่มขึ้นแบบนี้ ถือว่าเป็นปกติ ไม่มีอันตราย และไม่เกี่ยวกับมะเร็ง นะครับ แต่หากตุ่มไขมันนี้เกิดการอักเสบ ก็จะทำให้มีอาการปวด บวม แดง เจ็บบริเวณนั้นได้ ก็ไม่มีอันตรายอะไร รักษาเหมือนเป็นผิวหนังอักเสบ ครับ

โดยหากนำทารกแรกเกิดที่ยังไม่เช็ดตัวหรืออาบน้ำ ได้เลียมือตัวเองเพื่อลิ้มชิมรสและได้กลิ่นของน้ำคร่ำ ทารกจะพยายามเคลื่อนที่ตามหากลิ่นที่หลั่งจากต่อม Montgomery ประกอบกับการที่สายตาของทารกแรกเกิดจะมีความสนใจเป็นพิเศษต่อสิ่งที่เป็นวงกลมและเป็นสีดำขาวตัดกัน ซึ่งนั่นก็คือ หัวนมคุณแม่นั่นเอง ในที่สุดทารกแรกเกิดก็จะหาหัวนมคุณแม่ได้เจอ และเริ่มต้นดูดนมได้เอง โดยที่เราไม่ต้องช่วยเลย

สารตัวนี้ช่วยให้ทารกมีความต้องการอยากดูด พฤติกรรมนี้จำเพาะเจาะจงสำหรับสัตว์แต่ละเผ่าพันธุ์ นั่นคือ ทารกคนจะไม่ตอบสนองต่อกลิ่นของแม่วัว

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เพื่อสนับสนุนให้ลูกของสัตว์แต่ละชนิดได้ดูดนมแม่ของตัวเองตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า กฏเกณฑ์บางอย่างที่คนสร้างขึ้นกลับทำให้สิ่งเหล่านี้สูญหายไป เช่น การแยกแม่ลูกทันทีที่คลอด การนำลูกไปอาบน้ำทำความสะอาดก่อนที่จะให้ลูกได้เริ่มต้นดูดนมแม่ทันที การเสริมนมผงให้ทารกโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เหล่านี้จึงทำให้ การให้นมแม่กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และล้มเหลว


ที่มา - นพ. หะสัน มูหาหมัด และ Lakeshore Medical Clinic's
Read More

วันจันทร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2559

6 ข้อควรปฏิบัติกับลูก ก่อนที่จะ “สายเกินไป”

ลูกไม่ได้เป็นเด็กเล็ก ตลอดไป
บางครั้ง เราเล่นกับลูก โดยเฉพาะช่วงที่เขายังเล็ก
ทุกคนจะทราบดีว่า เราแทบทำอะไรไม่ได้เลย เพราะต้องโดนฉุดมือไปเล่นด้วยตลอด ... บางครั้งก็ ดูเหมือนจะเสียเวลา
.

แต่ช่วงเวลา 1000วันแรก หรือ0-3ขวบ
ยิ่งเป็นช่วงที่เขา ต้องการ ความรัก และ การป้อน การเอาใจใส่ จากเราอย่างหนัก .. พัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปรายวัน รายเดือน
.
.
ถ้าแบ่งเวลาได้ เราควรให้กับลูกให้เต็มที่ได้ใช้ช่วงนี้ .. เชื่อว่า เมื่อพื้นฐานความรักเขาได้รับเต็มที่ เขาจะเติบโตเป็นผู้แบ่งปันที่ดี เคารพตัวเอง และคนรอบข้างได้อย่างมั่นคง
.
.
ใส่ใจ ในเวลาที่ควรใส่ใจ
เพื่อสร้างสายใยที่แนบแน่น
บนพื้นฐานของคำว่า “ครอบครัว” ซึ่งผมเชื่อเสมอว่า พ่อแม่ ก็เป็น”เพื่อนที่เขาสนิทใจ” ได้เช่นกัน

1. กอด และ หอม เขาทุกวัน ... ทำให้ชิน ..ก่อนที่เขาจะไม่กล้าให้เราหอม เมื่อเริ่มโตขึ้น
.
2. สอนเขาด้วยตัวเราเอง ...ก่อนที่สังคมจะมาสั่งสอน
.
3. เป็นที่ปรึกษา เป็นอย่างเพื่อนที่คอยเป็นห่วง มากกว่าที่จะจับผิด ... ก่อนที่เขาจะตัดสินใจไปไว้ใจ คนอื่นนอกบ้าน แทนเรา
.
4. เดินเล่น .. ข้างๆกันทุกวัน ... ก่อนที่เขาจะหันไปเล่นเกมออนไลน์กับเพื่อนในเน็ต
.
5. ทานข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา ด้วยกันทุกวัน ... ก่อนที่เขาจะอยากไปทานกับเพื่อนมากกว่า
.
6. ให้ความรักแก่ลูก ..ให้มาก (แต่ไม่ใช่ตามใจและใช้เงิน) ก่อนที่เขาจะรู้สึกว่าเราไม่รักไม่สนใจ และหันไปเติมเต็ม ความรักที่รู้สึกขาดไป ด้วยวิธีอื่นๆที่น่าเป็นห่วง
.

.
.
ที่มา: FB page: เล่นกับลูก
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2559

13 สาเหตุที่ทำให้ น้ำนมแม่น้อย

สาเหตุที่ทำให้ ‪#‎น้ำนมน้อย‬ 13 ประการ


1. เสริมนมอื่น ไ่ม่ว่าจะเป็น ‪#‎นมผง‬ หรือนมของแม่คนอื่น ทั้งด้วยวิธีป้อนขวดหรือป้อนแก้ว เพราะทำให้ลูกดูดเบา กระตุ้นน้อย น้ำนมแม่ก็จะน้อยค่ะ
2. เสริมอาหารอื่นก่อน 6 เดือน ทำให้อิ่มและลดการดูดกระตุ้น
3. ไม่ให้ลูกดูดบ่อย (ทุก 2-3 ชม.) แยกแม่ลูก หรือพยายาม "ฝึก" ทั้งที่ไม่จำเป็นและไม่ควรฝึกให้กินนมแม่ตามเวลา ไม่จำเป็นต้องจับเวลา
4. แม่ทานอาหารไม่เพียงพอ อดอาหาร ลดความอ้วนด้วยการอดข้าว
5. แม่ขาดน้ำ
6. แม่เลือดจาง มีผลให้สร้างน้ำนมน้อยได้ คุณแม่ที่รู้ว่าตัวเองมีภาวะซีดก็ควรทานเม็ดธาตุเหล็กนะคะ
7. แม่ทานยาคุมที่มีส่วนผสมของเอสโตรเจน
8. ลูกดูดไม่ถูกวิธี อาจมีผังผืดใต้ลิ้น ฯลฯ แม่รู้สึกเจ็บ ลูกฉี่น้อยและสีเข้ม
9. ปล่อยให้เต้าคัดนานๆ ไม่บีบออก
10. ความเครียดของแม่
ทำให้น้ำนมไหลช้า แต่ไม่ถึงกับลดฮ่วบ 11. มี ‪#‎ประจำเดือน‬
เมื่อดูดนมห่างขึ้น ปจด. จะมาไดัค่ะ น้ำนมจะลดเล็กน้อยในช่วงนี้ ให้ดูด/ปั๊มนมตามปกติ น้ำนมจะเพิ่มกลับมาค่ะ 12. ทานสมุนไพร ‪#‎ขับน้ำคาวปลา‬ ยาที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล
13. ทานยาแก้แพ้ ‪#‎CPM‬ หรือ ยา ‪#‎pseudoephedrine‬ ติดต่อหลายวัน กดารสร้างน้ำนม
13 เป็น unlucky number แต่เนื่องจากนมแม่ไม่ขึ้นอยู่กับโชค ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับตัวและหัวใจของเราล้วนๆ ค่ะ ถ้าลูกฉี่เกิน 6 ครั้งต่อวันแสดงว่าได้น้ำนมพอแล้วนะคะ เดือนแรก ใจต้องสู้ค่ะ รับรองว่าเดือนต่อไปจะง่ายขึ้น ลูกจะยิ้มให้ หายเหนื่อยเลยค่ะ
แล้วแบบไหนเรียกว่า "น้ำนมน้อย"?
"น้ำนมไม่พอ" หลายๆ ครั้งไม่ใช่น้ำนมไม่พอหรอกนะคะ ตัวอย่างเช่น...
ทารกแรกเกิด - 3 เดือน

>> ดูดนมแทบจะตลอดเวลา / ก็เพราะกระเพาะยังเล็ก และลูกก็ยังเคยได้อาหารแทบจะตลอดเวลาเมื่ออยู่ในครรภ์ >> ลูกไม่นอน ตื่นกลางคืน หลับกลางวัน / ก็เพราะลูกเคยดิ้นบ่อยตอนกลางคืน ยังต้องใช้เวลาปรับตัวอีกเป็นเดือนค่ะ >> วางไม่ได้ วางเป็นร้อง / ก็เพราะลูกเคยอยู่ในครรภ์ของแม่ ที่อุ่นและโอบรัดกายตลอด 9 เดือน พอ 1-2 เดือน เริ่มไม่อึเพราะลำไส้ทำงานดีขึ้น >> หรือว่านมไม่พอ? (ไม่ใช่นะคะ) เพราะว่าลูกดูดได้นมส่วนหลังมากขึ้น และลำไส้ก็ทำงานดูดซึมได้ดีมากขึ้นค่ะ พอ 2-3 เดือนเริ่มเจอกำปั้นตัวเอง เอามือเข้าปาก น้ำลายมาก แลบลิ้น >> สงสัยหิว หรือว่านมไม่พอ!? / เพราะฟันน้ำนมซี่แรกใกล้ขึ้นแล้วค่ะ อายุ 3-4 เดือน >> เริ่มตื่นบ่อยตื่นมาร้องจ๊ากๆ / เพราะฟันจะขึ้นตอนกลางคืนเวลาหลับสนิทค่ะ น้องจึงตื่นมางอแง >> บางครั้งดูดนมแม่ซักพักแล้วงอแง ดูดๆ ปล่อยๆ หรือดูดๆ บ่นๆ / เพราะน้ำนมพุ่งแรงค่ะ ให้ปั๊มออกบางส่วนหรือคว่ำหน้าดูด >> หลายครั้งเลย (เศร้า) ที่ลูกดูดนมแม่ไม่เป็น โดนป้อนขวดตั้งแต่ที่รพ. เจอนมแม่แล้วไหลไม่ทันใจ มีน้ำนมค่ะ แต่ต้องแก้ติดจุกนะคะ เห็นไหมคะ นี่เป็นเพียง 1 ประเด็น "น้ำนมไม่พอ" แต่มีสาเหตุเยอะไปหมดที่พร้อมอธิบายได้ว่า ไม่ใช่น้ำนมไม่พอค่ะ และขอบอกว่า สิ่งเดียวที่บ่งบอกว่าลูกได้น้ำนมไม่พอคือ
*** ฉี่ไม่ถึง 6 ครั้งใน 24 ชม. ***
และไม่ใช่เพราะแม่ไม่มีน้ำนมนะคะ แต่เป็นเพราะน้ำนมถูกเอาออกจากเต้าได้น้อย (ต่างกันนะคะ) ด้วยการที่
1) ลูกดูดผิด อมไม่ลึกพอ อุ้มผิดท่า
2) ลูกมีพังผืดใต้ลิ้นทำให้ดูดได้ไม่ดีนัก
3) ลูกนอนยาวไป มื้อนมไม่พอ (ทารกแรกเกิดควรได้ประมาณ 10 มื้อต่อวันค่ะ)
น้อยคนมากๆ ที่ให้ลูกดูดกระตุ้นตลอดแล้วจะ "น้ำนมไม่พอ" (ปัญหาฮอร์โมนผิดปกติซึ่งหายากมากค่ะ) ส่วนใหญ่เป็นเพราะความเข้าใจผิดหรือปฏิบัติผิดทั้งสิ้นค่ะ
Read More
loading...