วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560

ข้อดีของการกินนมแม่นานๆ จนลูกเลิกไปเอง

1.วิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งอเมริกา “กินนมแม่อย่างน้อย 1 ปีและนานต่อเนื่องไปตราบที่ลูกและแม่ยังต้องการ การให้นมแม่นานช่วยทำให้แม่และลูกมีสุขภาพแข็งแรง มีพัฒนาการที่ดีอย่างชัดเจน ไม่มีขีดจำกัดของการกินนมแม่ว่ากี่ปี และไม่มีหลักฐานที่เชื่อถือได้ว่าการให้นมแม่นานกว่า 3 ปีนั้นเป็นอันตรายต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของลูก" (ตีพิมพ์ปี 2012)

2. วิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งอเมริกา “ตามที่แนะนำโดยองค์การอนามัยโลก ควรให้นมแม่นานเกิน 1 ปีซึ่งต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องแปลกในสังคมอเมริกัน นักวิจัยพบว่าอายุที่ลูกเลิกกินนมแม่ไปเองตามธรรมชาติคือ 2-7 ปี แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวทุกคนควรทราบว่าการกินนมแม่นานมีประโยชน์อย่างไรบ้างในด้านภูมิคุ้มกันโรค การปรับตัวทางสังคม และเป็นแหล่งอาหารแบบยั่งยืนของลูกในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถ้าลูกหย่านมก่อน 2 ปี จะเพิ่มความเสี่ยงในการเจ็บป่วย แม่ที่ให้นมลูกนานจะลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม" (ตีพิมพ์ปี 2008)

3. วิทยาลัยเวชศาสตร์นมแม่ ยืนยันว่าการให้นมแม่นานเกิน 1 ปีเป็นเรื่องปกติด้านชีววิทยา (วิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องต่างๆของสิ่งมีชีวิต) “อายุเฉลี่ยของการหย่านมอยู่ในช่วง 6 เดือนจนถึง 5 ปี การกล่าวหาว่าการให้นมแม่นานเกิน 1 ปีเป็นอันตรายต่อแม่หรือลูก ล้วนแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันทางการแพทย์หรือทางวิทยาศตร์แต่อย่างใด ที่จริงแล้วหลักฐานที่มีอยู่คือข้อเสียของการหย่านมแม่เร็วเกินไป นมแม่มีสารอาหาร ภูมิต้านทานโรค และสารส่งเสริมการทำงานของภูมิคุ้มกันซึ่งไม่มีในนมผงหรือนมวัว การให้นมแม่นานยังช่วยลดความเสี่ยงให้แม่ในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน และ โรคหัวใจขาดเลือด (ตีพิมพ์ปี 2012)

4. ด๊อกเตอร์แคทเธอรีน เดทไวเยอร์ รายงานการวิจัยที่พิสูจน์ว่า ลูกคนควรกินนมแม่นาน 2.5-7 ปี (ตีพิมพ์ปี 1995)

รูปจาก https://thelippylactator.wordpress.com/2013/04/29/can-of-worms-a-note-from-the-mother-behind-the-motherwise-photo-controversy/

 ประโยชน์ของการให้นมแม่นานที่คุณแม่ได้รับ

1.ช่วยคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ (นมแม่ล้วน 6 เดือน ประสิทธิภาพเทียบเท่าการกินยาคุมกำเนิด) ช่วยเว้นช่องว่างระหว่างการมีลูกคนต่อไป ไม่ได้แปลว่าการให้นมแม่อยู่ เป็นการรับประกันว่าไม่ท้องนะคะ เพราะการทานยาคุมอย่างถูกวิธีก็ยังท้องได้ การทำหมันไปแล้วก็ยังท้องได้ค่ะ ไม่มีอะไรบนโลกนี้ที่ 100%ค่ะ

2.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งเต้านม ยิ่งกินนานยิ่งลดความเสี่ยงมากขึ้น

3.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

4.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน

5.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์

6.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจขาดเลือด

7.ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และลดปริมาณการใช้อินซูลินลงในคนที่เป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว

8.ลดความเสี่ยงโรคอ้วน

สรุปคือ ยิ่งกินนมแม่นาน ยิ่งดีต่อสุขภาพของลูกและแม่ค่ะ

บทความโดย - พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Read More

วันพุธที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ส่งผลต่อพัฒนาการของลูกอย่างไร

สมองของทารกในครรภ์ อาจสามารถรับรู้สภาพอารมณ์ของว่าที่คุณแม่ในช่วงต่างๆ ได้และด้วยเหตุนี้เองที่อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังคลอดออกมา

อยากให้ลูกแข็งแรง มีความสุข ฉลาด อารมณ์ดี สิ่งต่างๆ เหล่านี้ หากรอให้คลอดก่อนแล้วค่อยสร้างอาจจะช้าเกินไปค่ะ เพราะนับตั้งแต่วินาทีแรกที่ลูกน้อยปฏิสนธิขึ้นในครรภ์ของคุณ หัวใจดวงเล็กๆ ก็เริ่มทำงาน เซลล์ต่างๆ ในร่างกายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาไปเป็นร่างน้อยๆ ของลูก ฉะนั้น หากคุณต้องการสร้างลูกให้แข็งแรงร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาแล้วล่ะก็ ต้องเริ่มตั้งแต่วันแรกที่คุณรู้ตัวว่าตั้งครรภ์



ซึ่งนอกเหนือไปจากเรื่องอาหารการกิน และการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว เรื่องอารมณ์ของคุณแม่ก็มีผลต่อเจ้าตัวน้อยในครรภ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วง 1000 วันแรกนับตั้งแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ ไปจนถึงลูกอายุครบ 2 ปี สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จะส่งผลต่อชีวิตของลูกแทบทุกด้านไปจนตลอดชีวิต ฉะนั้นหากต้องการให้ลูกมีสภาพจิตใจที่ดีไปจนเติบใหญ่ ว่าที่คุณแม่ก็ต้องดูแลสภาพจิตใจและอารมณ์ของตนเองนับตั้งแต่วันนี้

อารมณ์ของแม่ท้อง กับสมองลูกในครรภ์

มีการศึกษาที่พบว่าสมองของทารกในครรภ์ อาจสามารถรับรู้สภาพอารมณ์ของว่าที่คุณแม่ในช่วงต่างๆ ได้ และด้วยเหตุนี้เองที่อารมณ์ของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์อาจส่งผลต่อพัฒนาการของลูกที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตหลังคลอดออกมา

โดยการศึกษาที่ทำโดยนักวิจัยจาก คณะ psychiatry and human behavior มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ระบุว่าทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีสภาพอารมณ์คงที่ ทำคะแนนการทดสอบด้านจิตใจและการเคลื่อนไหวได้ดีกว่า ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์แปรปรวนขณะตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะจากมีควมสุขเป็นซึมเศร้า หรือจากซึมเศร้าเป็นมีความสุข ทารกจะทำคะแนนการทดสอบด้านต่างๆ ได้น้อยกว่า

งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาว่าที่คุณแม่จำนวน 221 ราย และติดตามผลทารกหลังคลอดจนกระทั่งอายุ 1 ปี พบว่าเมื่ออายุ 6 เดือน ทารกที่คลอดจากคุณแม่ที่มีสภาพอารมณ์คงที่ (ไม่ว่าจะซึมเศร้า หรือไม่ซึมเศร้า) จะทำการทดสอบพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจได้ดีกว่า หนูน้อยที่คลอดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์แปรปรวนในขณะและหลังตั้งครรภ์ เมื่ออายุครบ 1 ปี ทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีอารมณ์คงที่ ทำคะแนนทดสอบพัฒนาการทางจิตใจได้ดีกว่า ขณะที่คะแนนทดสอบด้านพัฒนาการทางร่างกายนั้นไม่พบความแตกต่าง

จะเห็นได้ว่า....
สภาพอารมณ์ของคุณแม่ส่งผลต่อจิตใจของลูกในระยะยาว ที่เป็นเช่นนี้นักวิจัยระบุว่า เพราะทารกในครรภ์มีบทบาทสำคัญอย่างมากที่จะกำหนดพัฒนาการด้านต่างๆ ของตัวเอง เมื่อคลอดออกมา หนูน้อยจะตอบสนองโลกภายนอกตามสิ่งที่เขาสัมผัสได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กล่าวคือ หากแม่ท้องมีสภาพอารมณ์แปรปรวนอยู่เสมอ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กหงุดหงิดง่าย ปรับตัวยาก งอแง เป็นต้น



Read More

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไรกับแม่ตั้งครรภ์?

ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ลูกน้อยนอนอุ่นๆ อยู่ในท้องคุณแม่นั้น ลูกจะถูกปกป้องจากการกระทบกระเทือนต่างๆ จากภายนอก ด้วยถุงน้ำคร่ำ ที่ในช่วงแรกก่อนที่ลูกจะได้รับสารอาหารต่างๆ ผ่านทางสายสะดือจากคุณแม่ ลูกก็กินน้ำคร่ำเนี่ยแหละค่ะ กินเสร็จก็ถ่ายออกมา หมุนเวียนอยู่อย่างนี้  ...น้ำคร่ำ หรือ Amniotic fluid คือ น้ำที่อยู่รอบๆ ตัวทารกในครรภ์ น้ำคร่ำสร้างเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 30-40 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อวัน จนมีปริมาณถึง 4,000 ซีซี ปริมาณน้ำคร่ำจะเริ่มลดลงในช่วงอายุครรภ์ตั้งแต่ 36 สัปดาห์เป็นต้นไป และลดลงอย่างมากหลังอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ จึงเป็นที่มาว่าทำไมการตั้งครรภ์ไม่ควรให้คลอดเกินอายุครรภ์ 40 สัปดาห์ เพราะอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ จากภาวะน้ำคร่ำน้อยนั่นเอง

น้ำคร่ำมีประโยชน์อย่างไร? 



น้ำคร่ำประกอบด้วยสารหลายชนิด เช่น โซเดียม คลอไรด์ เหล็ก ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของน้ำและเกลือแร่ของทารก และควบคุมอุณหภูมิของทารก ช่วยเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากแรงกระแทกต่างๆ ที่ผ่านทางหน้าท้องของคุณแม่ และช่วยให้ทารกเคลื่อนไหวอย่างคล่องตัว เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเจริญเติบโต การพัฒนาการอวัยวะต่างๆ ของทารกในครรภ์ โดยเฉพาะระบบกล้ามเนื้อรวมไปถึงข้อ

ในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ น้ำคร่ำสร้างจากถุงการตั้งครรภ์ ที่เรียกว่า ถุงแอม เนี่ยน (Amnion) ส่วนในช่วงไตรมาสที่สอง หลังจากระบบขับถ่ายทารกในครรภ์เริ่มพัฒนา(8-11 สัปดาห์) น้ำคร่ำส่วนใหญ่มาจากการถ่ายปัสสาวะของทารกในครรภ์ (Fetal urine) โดยจะสร้างได้ถึงวันละ 700-900 ซีซี ในครรภ์ใกล้ครบกำหนด

น้ำคร่ำหมุนเวียนโดยเมื่อสร้างออกมาอยู่ในถุงน้ำคร่ำแล้ว ทารกก็จะกลืนเข้าไปทางปาก(เริ่มที่ 8-11 สัปดาห์) และดูดซึมโดยลำไส้ นอกจากนี้ยังเข้าไปในระบบทางเดินหายใจ และดูดซึมโดยเส้นเลือดในถุงลม นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนน้ำคร่ำในส่วนอื่นๆ อีก เช่น ผิวหนังทารกในครรภ์ ถุงหุ้มตัวทารก หรือแม้กระทั่งเส้นเลือดสายสะดือ

ลูกจะได้ประโยชน์จากน่ำคร่ำอย่างต่อเนื่องทั้ง 40 สัปดาห์ คุณแม่ควรใส่ใจในเรื่องของการทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานอาหารที่เป็นโปรตีน เช่น นมถั่วเหลือง ไข่ เนื้อไก่ เนื้อปลา และก็ต้องดื่มน้ำให้มากด้วยนะคะที่สำคัญต้องนอนพักผ่อนให้เพียงพอด้วย



Read More

วันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

วิธีปั๊มนมแม่ ปั๊มนมอย่างไรให้ได้น้ำนมเยอะๆ มาดูกัน

ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า คุณแม่เป็นคุณแม่ฟูลไทม์หรือทำงานนอกบ้าน ถ้าเป็นคุณแม่ฟูลไทม์ เน้นดูดเต้าเพราะนมจากเต้ามีประโยชน์มากกว่า ถ้าว่างจริงๆ ค่อยปั๊มนมเพื่อทำสต๊อกไว้บ้าง ไม่ต้องทำสต๊อกเก็บไว้เยอะ ยกเว้นว่าคุณแม่จำเป็นต้องหย่านมเร็วเพราะมีภารกิจต้องกลับไปทำงานที่ไม่สามารถให้นมแม่ต่อได้หรือบางท่านต้องมีลูกคนต่อไปโดยการทำเด็กหลอดแก้วเนื่องจากอายุมากแล้ว ก็จำเป็นต้องมีนมสต๊อกเก็บไว้ใช้หลังจากที่หย่านมเต้าในเวลาอันรวดเร็วกว่าที่คาดคิด

กรณีที่เป็นคุณแม่ทำงานนอกบ้าน หากต้องการประสบความสำเร็จในการให้นมแม่ได้ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ คือ นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และ นมแม่ร่วมกับอาหารเสริม นานจนถึง 2 ปี หรือมากกว่า ควรทราบวิธีการว่าทำอย่างไรจึงปั๊มนมและเก็บนมได้เพียงพอ ระยะเวลาลางานหลังคลอดไม่ได้เป็นปัญหา หากคุณแม่มีความรู้เรื่องปั๊มนมและเก็บนมอย่างถูกต้อง

ต่อไปนี้ คือ เคล็ดลับที่ทำให้ปั๊มนมได้จำนวนมาก และ ปั๊มได้ยาวนาน โดยยังไม่เบื่อ และยังไม่คิดจะเลิกปั๊ม

1. เริ่มปั๊มได้เลยตั้งแต่หลังคลอด ว่างเมื่อไร แทนที่จะนั่งดูทีวี หรือ อ่านหนังสือพิมพ์ หรือ คุยโทรศัพท์ หรือ เล่นเน็ต แล้วมืออยู่ว่างๆ ให้เอาที่ปั๊มนมมาถือเอาไว้ จะได้เริ่มมีน้ำนมสะสมเตรียมไว้ ที่แนะนำให้ทำกิจกรรมอื่นด้วยขณะปั๊มนม เพื่อให้ไม่เครียด เดี๋ยวน้ำนมจะพาลไม่ไหล อย่าไปจ้องที่ปั๊มนม เดี๋ยวน้ำนมอายแล้วไม่ออกมา

2. ควรใช้เครื่องปั๊มนมแบบ 2 ข้างพร้อมกัน เพราะเวลาที่นมข้างหนึ่งถูกกระตุ้น อีกข้างหนึ่งจะไหลด้วย ช่วยประหยัดเวลา เช่น ถ้าปั๊มทีละข้างนาน 30 นาที จะได้นมเท่ากับปั๊ม 2 ข้างพร้อมกันนาน 10 นาที และเมื่อต้องเสียเวลาปั๊มนมนาน จะทำให้ไม่อยากปั๊มบ่อย เพราะกลัวเสียเวลางาน ถูกคนอื่นมองว่าอู้งานไปปั๊มนมการใช้เครื่องปั๊มนมแบบ 2 ข้าง ถึงแม้จะรู้สึกว่าราคาแพง (หากซื้อเครื่องมือสอง จะได้ราคาถูกกว่า---- แอดมินขอเสริมนิดนะคะ "ขอเสริมเรื่องเครื่องปั๊มมือสองนะคะ บทความนี้ป้าหมอเขียนไว้นานแล้ว สมัยนั้นเครื่องปั๊มนมดีๆ ราคาแพงเป็นหมื่น มือสอง 5-6 พัน ป้าหมอจึงแนะนำมือสอง

คุณแม่ที่จะซื้อมือสองขอให้พิจารณาถึงความเสี่ยงประกอบด้วยนะคะ เพราะมีกรณีตัวอย่างที่ร้านนมแม่เจอมาเยอะคือ

ได้อุปกรณ์ไม่ครบ เครื่องตกหล่น มือสาม มือสี่ก็มี ที่เลวร้ายกว่าคือโอนเงินไปแล้วไม่ได้ของ แทนที่จะเสีย 5200 ได้ของใหม่ตั้งแต่ครั้งแรก เลยต้องเสีย 8700 แถมเสียใจ เสียเวลา เสียความรู้สึกอีกด้วย")

แต่ในระยะยาว จะประหยัดเงินได้มากกว่า เพราะจะปั๊มนมได้มากกว่า ช่วยประหยัดค่านมผง เดือนละ 3-4 พันบาท ไหนจะค่ารักษาเวลาลูกเจ็บป่วยไม่สบาย เพราะเด็กที่กินนมแม่จะป่วยน้อยกว่าเด็กที่กินนมผง 5-10 เท่าแต่บางท่าน การซื้อเครื่องปั๊มนม อาจเป็นเรื่องทำได้ยาก (ยกเว้นว่ามีการผ่อนจ่ายเป็นรายเดือน เหมือนค่าโทรศัพท์มือถือ หรือ เครื่องใช้อิเล็คโทรนิค) ดังนั้นการฝึกวิธีการบีบมือ หรือ การใช้เครื่องปั๊มนมแบบมือบีบ อาจเป็นทางเลือกที่ดี

อย่างไรก็ดี จากประสบการณ์ดูแลคนไข้ พบว่า แม่ๆ ที่ใช้เครื่องปั๊มแบบ 2 ข้าง มักปั๊มนมเลี้ยงลูกได้นานจนลูกโตมากกว่า แม่ที่ปั๊มนมแบบมือบีบ เพราะเหนื่อยน้อยกว่า และได้ทำงานอย่างอื่นไปพร้อมๆกัน จึงรู้สึกเพลินๆขณะที่ปั๊มนม

3. ช่วงที่ยังไม่กลับไปทำงาน ตอนกลางวัน ให้ใช้สูตร ขโมยปั๊มนมทุกๆชั่วโมง เช่น ลูกดูดเสร็จตอน 10 โมง ให้คุณแม่นอนหรือพักผ่อนประมาณ 1 ชม. แล้วจึงค่อยปั๊มนม 2 ข้างพร้อมกันนาน 10 นาที (ไม่ปั๊มทันทีที่ลูกดูดเสร็จ เพราะจะได้น้ำนมน้อย เนื่องจากลูกเพิ่งดูดไป) ได้นมที่ปั๊มออกมาแล้ว ให้เก็บใส่ตู้เย็น โดยเทออกจากขวดที่ปั๊ม เก็บใส่ในถุงหรือขวดอีกใบ ส่วนขวดที่ปั๊มให้ใช้ถุงพลาสติกครอบส่วนที่เป็นกรวยปั๊ม เพื่อไม่ให้สกปรก แล้วเก็บไว้ในตู้เย็นเช่นกัน อีก 1 ชม.ให้เอาออกจากตู้เย็นมาปั๊มอีก 10 นาที เอานมที่ได้ไปเทรวมกันได้ภายใน 1 วัน

ส่วนที่ปั๊มนมให้ล้างและนึ่งวันละครั้ง ปั๊มนมได้เรื่อยๆในช่วงกลางวัน การปั๊มเพียง 10 นาทีในแต่ละครั้ง ถึงแม้ว่าลูกจะตื่นมาขอดูด ทันทีที่เพิ่งปั๊มเสร็จ น้ำนมที่เหลืออยู่ในเต้ายังพอเพียงสำหรับลูกแน่นอนค่ะ (สังเกตว่าลูกยังอุจจาระเกิน 2 ครั้งต่อวัน)

ถึงแม้ว่าลูกจะทำท่าหงุดหงิดเวลาที่ดูดนมแม่หลังจากเพิ่งปั๊มเสร็จ ไม่ได้หมายถึง นมแม่ไม่พอ เพียงแต่ไหลช้าลง แต่ไม่นาน ลูกจะปรับตัวเข้ากับความช้าของน้ำนมได้เอง แต่ถ้าคุณแม่ไม่มั่นใจว่า การขโมยนมออกนาน 10 นาที จะเป็นการเอานมออกมากเกินไป อาจเริ่มจากปั๊มนานเพียง 5-7 นาทีก่อนก็ได้ ส่วนเวลากลางคืน หลังจากลูกดูดเสร็จแล้ว หากคุณแม่ยังไม่ง่วงนอน จะปั๊มนมต่ออีก10 นาทีก็ได้ค่ะ ถึงแม้ได้นมไม่มาก แต่ช่วยให้เกลี้ยงเต้าจริงๆ แต่ถ้าแม่ง่วงนอน จะนอนเลยก็ได้ค่ะ ขโมยปั๊มแค่ช่วงกลางวันก็ได้ค่ะ

ในกรณีที่ลูกเป็นเด็กที่ขอดูดนมตลอดเวลาแทบทุกชั่วโมง ทำให้แม่ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะขโมยปั๊มนม ให้ใช้วิธีปั๊มนมพร้อมกับขณะที่ลูกดูดนมอีกข้าง โดยถือที่ปั๊มนมนาน 10 นาที ก็เพียงพอ ครั้งต่อไปที่ลูกดูด ให้สลับข้างดูดและปั๊ม

4. เมื่อลูกอายุครบ 1 เดือน ให้เริ่มฝึกให้ลูกดูดนมแม่จากขวด
วันละ 1-2 ครั้งทุกๆวัน ให้ใช้จุกขนาดเล็กเท่านั้น และไม่ต้องเปลี่ยนขนาดจุกเมื่อลูกโตขึ้น เพราะถ้านมไหลเร็ว ลูกจะติดความเร็ว แล้วปฏิเสธการดูดเต้า หรือ แสดงท่าทีหงุดหงิด
เวลาถือขวดนม ควรทำให้ขวดขนานกับพื้นราบ เพื่อให้นมไหลช้าที่สุด ลมเข้าท้องให้คอยจับเรอ ใช้เวลาในการป้อนขวดนาน 20 นาที ไม่ใช่ 2-3 นาที เพราะถ้าดูดเสร็จเร็ว ลูกยังมีความอยากดูดอยู่ จะขยับปากและร้องไห้จะดูดต่อ ทำให้ผู้เลี้ยงเข้าใจว่า ยังกินไม่อิ่ม จึงเติมนมเข้าไปอีก จนล้นออกมา หรือ ใช้นมจนหมดสต๊อก

ปริมาณนมที่ลูกควรกิน คือ ชั่วโมงละ 1 ออนซ์ เช่น ลูกอายุ 1 เดือน กินนมครั้งละ 3-4 ออนซ์ ควรอิ่มนาน 3-4 ชม. ถ้าลูกอายุ2 เดือน กินนมครั้งละ 4-5 ออนซ์ ควรอิ่มนาน 4-5 ชม.

5.เมื่อแม่กลับไปทำงานนอกบ้าน ควรปั๊มนมทุก 2-3 ชม.
จะช่วยรักษาระดับการสร้างน้ำนมให้คงที่ ไม่ลดลง แต่ถ้าปั๊มห่างกว่า 3 ชม. ปริมาณน้ำนมจะลดลง ดังนั้น หากเป็นไปได้ ควรปั๊มนมที่โต๊ะทำงาน และใช้ผ้าคลุมสวมทับ โดยใช้แขนเพียงข้างเดียวดันที่ปั๊มนมทั้ง2 ข้าง ส่วนอีกข้างยังทำงานได้

ผู้เลี้ยงดูลูก ควรใช้นมแม่อย่างประหยัด คือ ไม่เกินชม.ละ 1 ออนซ์ เช่น ถ้าแม่ไม่อยู่บ้าน 12 ชม. ควรใช้นมสต๊อกไม่เกิน 12 ออนซ์ เพราะถ้าลูกกินนมสต๊อกมากเกินไป เมื่อแม่กลับจากที่ทำงาน ลูกจะอิ่มแล้ว ไม่อยากดูดเต้าอีก ถ้าลูกไม่ได้ดูดเต้าบ่อยพอ การสร้างน้ำนมจะลดลง ลูกบางคน กินนมสต๊อกน้อยมาก เพราะรอแม่กลับจากที่ทำงาน รอดูดเต้า ทำให้ช่วงกลางคืน ตื่นกินนมบ่อย ข้อดี คือ ช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้ดี เพราะฮอร์โมนจะหลั่งดีตอนกลางคืน แต่ข้อเสีย คือ แม่อาจไม่ไหว เพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ แต่ถ้าไหว ก็ให้ลูกดูดไปเถอะค่ะ เพราะถ้าลูกหลับยาวช่วงกลางคืน แล้วคุณแม่ไม่ได้ตื่นขึ้นมาปั๊มนม หลับยาวตามลูกไปด้วย จะทำให้น้ำนมลดลงอย่างรวดเร็ว และอาจมีปัญหาเต้านมคัดเต้าจนอักเสบตามมา

การที่ลูกตื่นดูดกลางคืนบ่อย ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับสุขภาพของลูกค่ะ ทั้งเรื่องฟันและโกร๊ทฮอร์โมน ให้แปรงฟันลูกให้สะอาดก่อนเข้านอน ไม่ให้กินของหวาน พาไปตรวจฟันเป็นประจำ เรื่องโกร๊ทฮอร์โมนก็ไม่ต้องกังวลเพราะลูกตื่นมากินนมเป็นช่วงที่ลูกหลับตื่น ไม่ใช่ช่วงหลับลึกที่โกร๊ทฮอร์โมนหลั่ง

ส่วนวันที่แม่อยู่บ้าน ควรเอาลูกเข้าเต้าดูดทุกครั้ง แล้วขโมยปั๊มนมเพื่อสะสมทำเป็นสต๊อก ไม่ใช่ปั๊มนมได้แล้ว เอามาใส่ขวดให้ลูกดูด เพราะการกระตุ้นโดยลูกดูดจะช่วยสร้างน้ำนมมากกว่าการใช้เครื่องปั๊ม

ที่มา-เพจป้าหมอ สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Read More

วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

เคล็ดลับเพิ่มน้ำหนักใน 2 สัปดาห์ พร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนตัวเอง

กินอะไรให้อ้วน...?
กินยังไงให้อ้วน...?
ทำยังไงให้อ้วน...?
ผู้หญิงหรือผู้ชายต่างก็อยากที่จะมีหุ่นดูดี สมส่วน มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะไปไหน จะถ่ายรูปก็ทำได้อย่างมั่นใจ
-------------------------
ก็เป็นที่ทราบกันว่าถ้าคุณอยากจะอ้วนคุณก็ต้องกินอาหารให้มากขึ้น กินให้เก่ง มีความสุขกับการกินอาหาร แต่ก็มีอีกหลาย ๆ คน ที่อยากอ้วนแต่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนสักที แล้วแบบนี้จะทำอย่างไร ?
-------------------------
อย่างแรกเลยก็คือคุณควรสังเกตตัวเองก่อนว่าคุณผอมเพราะอะไร เช่น เบื่ออาหาร กินน้อย ช่างเลือก เลือกกิน ต้องเป็นอาหารหรือของที่ชอบจริง ๆ ถึงจะยอมกิน คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า ?
-------------------------
หรือสำหรับบางคนเป็นคนกินง่าย กินเยอะ แต่ก็ยังผอมอยู่ดี ก็ต้องมาดูกันอีกทีว่าอาหารที่คุณกินเข้าไปนั้น มันมีประโยชน์และให้พลังงานเพียงพอหรือไม่ และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณเป็นอย่างไร มีการกินอาหารอย่างครบถ้วนเหมาะสมหรือไม่ หรือการออกกำลังกายที่ผิดวิธีหรือไม่ ไปดูกันเลยดีกว่าว่าวิธีเพิ่มน้ำหนักนั้นมีอะไรบ้าง


1.ทานอาหารเช้าก่อน 9 โมงเช้าดีที่สุด

เป็นเมนู ให้เลือกทานนะค่ะ
เผื่อใครยังคิดไม่ออกว่า จะกินอะไรดี ให้อ้วน ในมื้อเช้าค่ะ


2.เพิ่มมื้อย่อย อย่าปล่อยให้ร่างกายหิว

อย่าปล่อยให้รู้สึกหิวเด็ดขาด ควรกินอาหารว่างหรืออาหารที่ให้พลังงานสูง ๆ และแคลอรีสูง ๆ เป็นประจำทุก ๆ วันให้ได้เกินวันละ 2,000 Kcal อย่างเช่น ถั่ว ขนมชั้น เค้ก ขนมปังแครกเกอร์ ขนมปังโฮลวีท ช็อกโกแลต กล้วยแขก ทุเรียน โดนัท เป็นต้น


3.เน้นอาหารที่มีแคลอรี่เยอะๆ และต้องทานให้ได้ 2000 แคลต่อวัน

เน้นทานอาหารที่ให้พลังงานสูง ๆ และแคลอรีสูง ๆ เป็นประจำทุก ๆ วันให้ได้เกินวันละ 2,000 Kcal




4.เลือกกินอาหารคาร์โบไฮเดรตที่มีคุณภาพสูง เช่น ข้าวกล้อง ข้างซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ข้าวโพด ธัญพืชต่างๆ 

เลือกกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งที่มีคุณภาพสูง อย่างเช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท ธัญพืชต่าง ๆ ข้าวโพด

5.งดกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ของหมักดองหรือแอลกอฮอล์ เป็นต้น

งดกินอาหารที่ไร้ประโยชน์และเป็นโทษต่อร่างกาย เช่น ของหมักดอง แอลกอฮอล์ รวมไปถึงอาหารที่มีแคลอรีสูงที่เป็นไขมันชนิดไม่ดีกับสุขภาพ หรืออะไรก็ตามที่เราคิดว่ามันไม่ดีกับสุขภาพ ถ้าสงสัยก็โพสต์ถามได้เลย

6.การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก ควรเน้นเวทเทรนนิ่งเพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ

การออกกำลังกายคือสิ่งสำคัญอย่างมาก เป็นวิธีเพิ่มน้ำหนักและควรทำเป็นประจำอย่างยิ่ง อย่าคิดว่าออกกำลังกายแล้วจะทำให้เราผอมลง อย่าออกกำลังกายแบบคนอยากผอม ให้ออกกำลังกายแบบรักษาสุขภาพ เพราะเราออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เน้นการยกเวทเพื่อช่วยเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อ หลักการง่าย ๆ ก็คือใช้เวทน้ำหนักมาก ๆ แต่จำนวนครั้งน้อย ๆ นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวเลยทีเดียว ! แต่ทั้งนี้ก็ต้องระวังไว้ด้วย อย่าหักโหมเพราะจะทำให้ร่างกายทรุดหนักและผอมลงไปมากกว่าเดิม

7.กำจัดความเครียดในตัวเองซะ

พยายามไม่เครียดและตื่นนอนให้เป็นเวลา พฤติกรรมอะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพก็พยายามหลีกเลี่ยง เพราะสิ่งเหล่านี้จะทำให้ฮอร์โมนต่าง ๆ ในร่างกายทำงานได้ไม่ดี


8.ทานผลไม้เพิ่มน้ำหนักได้

ผลไม้เพิ่มน้ําหนักได้ ผลไม้เพิ่มน้ําหนักโดยผลไม้ที่กินแล้วอ้วนที่สุด 10 อันดับเรียงตามลำดับจากมากไปหาน้อย ก็คือ กล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า ขนุน กล้วยหอม มะม่วงน้ำดอกไม้สุก ลำไยกะโหลก เงาะ ลางสาด ละมุด เป็นต้น ส่วนทุเรียน ก็เป็นอีกผลไม้ที่กินแล้วอ้วน เพราะขึ้นชื่อว่ามีน้ำตาลสูงมาก ๆ รับรองกินบ่อย ๆ น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแน่ ๆ แต่ก็ไม่ควรกินซ้ำไปซ้ำมา แถมอีกหน่อยผลไม้ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนก็ได้แก่ ชมพู่ ฝรั่ง แอปเปิ้ล มะม่วงดิบ มะละกอ แตงโม เป็นต้น ก็เลือกกินให้เหมาะสมแล้วกัน

9.กินอาหารให้ครบ 5 หมู่

กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร และภาวะเสื่อมถอยของร่างกายเพราะไม่ได้อาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณผอมนั่นเอง



อาหารหลัก 5 หมู่ แต่ละหมู่มีอะไรสำคัญอย่างไร
+++++++++++++++++++
1.โปรตีน เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่ว โปรตีน ถือว่าเป็นธาตุอาหารที่สำคัญที่สุดในร่างกาย ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
-------------------
2.คาร์โบไฮเดรต ข้าว แป้ง น้ำตาล เผือก มัน คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) คือ สารประกอบอินทรีย์ เป็นสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของมนุษย์ คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม ให้พลังงานเท่ากับ 4 แคลอรี (calorie)
--------------------------------
3.เกลือแร่หรือแร่ธาตุ เป็นสารอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ร่างกายต้องการและขาดไม่ได้เพราะแร่ธาตุบางชนิดเป็นส่วนประกอบของอวัยวะและกล้ามเนื้อบางอย่าง เช่น กระดูก ฟัน เลือด บางชนิดเป็นส่วนของสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการเจริญเติบโตในร่างกาย เช่น ฮอร์โมน เฮโมโกลบิน เอนไซม์ เป็นต้น นอกจากนี้แร่ธาตุยังช่วยในการควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำหน้าที่ปกติ เช่น ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท การแข็งตัวของเลือด และช่วยควบคุมสมดุลของน้ำในการไหลเวียนของของเหลวในร่างกาย
------------------------------
4.วิตามิน เป็นสารอาหารที่ร่างกายของเราต้องการในปริมาณน้อย แต่ก็ไม่สามารถขาดได้ ถ้าขาดจะทำให้ระบบร่างกายของเราผิดปกติ หรือเกิดโรคต่างๆได้ วิตามินแบ่งออกเป็น 2 พวก ได้แก่
– วิตามินที่ละลายในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และวิตามินบีรวม
– วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ ดี อี เค
--------------------------------
5.ไขมัน ที่ให้พลังงานที่มีส่วนประกอบหลักคือที่ไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride) ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9แคลอรี (calorie) ขณะที่โปรตีน และคาร์โบไฮเดรท ให้พลังงาน 4 แคลอรี


10.พักผ่อนให้เพียงพอ

ช่วงเวลาที่เรานอนหลับ เป็นช่วงที่ร่างการได้ซ่อมแซม และเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด

พร้อมหรือยัง สำหรับ 2 สัปดาห์สำหรับการเปลี่ยนหุ่นของตัวเอง ถามใจเธอดู
Read More

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560

โรคผิดหนังที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก

ผื่นผ้าอ้อม ลักษณะเป็นผื่นแดงตามขาหนีบ ก้น และบริเวณที่สัมผัสกับผ้าอ้อม จากความชื้นแฉะหมักหมมเป็นเวลานานๆ จนเกิดผื่นแดงไม่เรียบ และมีการติดเชื้อราตามมาได้ง่าย ส่วนใหญ่เกิดในเด็กอายุ 1-3 ปี


.
ผด เกิดจากการอักเสบของต่อมเหงื่อ ท่อต่อมเหงื่อมีการอุดตันเป็นตุ่มน้ำใสเล็กๆ ร่วมกับอาการคัน มักพบตามซอกและรอยพับของร่างกาย ส่วนใหญ่พบได้บ่อยเกิดในเด็กแรกเกิด
.
ภูมิแพ้ผิวหนัง พบได้บ่อยในเด็กเล็กประมาณร้อยละ 3-5 มีอาการคันทั่วทั้งตัว หรือบริเวณข้อพับแขน ข้อพับเข่า มักมีผิวแห้ง มีอาการแพ้ง่ายมากกว่าเด็กปกติ
.

Read More

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ลูกสะอึกบ่อยเป็นอันตรายไหม? เกิดจากอะไร? ต้องกินน้ำไหม?

อาการสะอึกเกิดจากการหดตัวแบบผิดจังหวะของกล้ามเนื้อกระบังลมที่เป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง (กล้ามเนื้อกระบังลม คือ อวัยวะที่กั้นอยู่ระหว่างปอดกับช่องท้อง ทำหน้าที่ช่วยในการหายใจ)
.
เด็กทารกมักมีอาการสะอึกบ่อยๆเป็นเรื่องปกติค่ะ มักเป็นตามหลังทานนมอิ่มๆ เนื่องจากกระเพาะ อาหารของเด็กทารกอยู่ชิดกับกล้ามเนื้อกระบังลม เมื่อมีการขยายขนาดของกระเพาะย่อมไปรบกวนการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อกระบังลมทำให้มีการสะอึกเกิดขึ้น วิธีทำให้หยุดสะอึกมีหลายวิธี เช่น การอุ้มลูกพาดบ่าเดินไปเดินมาเพื่อเร่งให้น้ำนมไหลออกจากกระเพาะอาหารเร็วขึ้น ให้ลูกกลับมาดูดนมแม่ต่ออีกหน่อย หรือการดูดน้ำในกรณีที่เด็กกินนมผง เพราะการดูดจะไปตัดวงจรการสะอึก ทำให้หยุดสะอึกเร็วขึ้น


.
การสะอึกไม่เป็นอันตรายแก่ลูก โดยธรรมชาติแล้วเด็กจะหยุดสะอึกเองได้ (เหมือนการสะอึกเมื่อลูกอยู่ในท้องคุณแม่ ทำให้พุงคุณแม่กระเพื่อมเป็นจังหวะตึ้กๆๆ ไม่ต้องมีใครช่วยให้หยุดสะอึก แต่ลูกหยุดสะอึกได้เอง) อย่างไรก็ดี เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นหลัง 4-5 เดือน จะไม่มีอาการสะอึกบ่อยๆแล้ว หากลูกยังมีอาการสะอึกบ่อยและหยุดสะอึกยาก อาจเป็นอาการบ่งถึงความผิดปกติบางอย่าง เช่น

• ความผิดปกติของระบบประสาทส่วนที่ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม เช่น สมองอักเสบ เนื้องอกสมอง การได้รับบาดเจ็บที่สมอง

• ความผิดปกติของอวัยวะที่อยู่ใกล้กล้ามเนื้อกระบังลมทำให้มีการรบกวนการทำงานของกล้ามเนื้อกระบังลม เช่น การเป็นเนื้องอกของอวัยวะบริเวณใกล้กระบังลม ภาวะเยื่อหุ้มปอดอักเสบ เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ การไหลย้อนกลับของกรดในกระเพาะอาหารไปที่หลอดอาหาร ภาวะหลอดอาหารอักเสบ

• ความผิดปกติของเคมีในร่างกาย เช่น การได้รับอัลกอฮอลเกินขนาด ภาวะไตวาย

• การมีสิ่งแปลกปลอมหรือแมลงอุดตันในช่องหู

ดังนั้นหากคุณแม่สงสัยว่าลูกมีอาการสะอึกที่อาจเป็นภาวะที่ผิดปกติดังกล่าวข้างต้น สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุการสะอึกที่แท้จริงได้ค่ะ

ข้อมูลจาก - สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2559

วิธีการเตรียมนมสต๊อกให้ลูกกิน

1.ย้ายนมแช่แข็งลงมาช่องน้ำเย็นให้ละลายในตู้เย็น 1 คืน วันรุ่งขึ้นเทใส่ขวดสะอาดปริมาณเท่าที่ลูกกินแต่ละครั้ง ฝึกลูกกินแบบเย็นๆคือดีที่สุด ไม่ทำให้ป่วยหรือเป็นหวัด สารอาหารอยู่ครบและกลิ่นหืนน้อยกว่านมอุ่น แต่ถ้าลูกไม่ยอมกิน ให้แช่ขวดในน้ำอุ่นหรือเปิดน้ำก๊อกให้ไหลผ่านขวด แต่อย่าให้น้ำโดนบริเวณฝาขวด เพื่อปรับให้เป็นนมอุณหภูมิห้อง ห้ามอุ่นบนเตาหรือไมโครเวฟ



2.นมที่ละลายแล้วหากยังไม่ได้กิน ตั้งอยู่ที่อุณหภูมิห้องแอร์ได้ 6-8 ชม. ถ้ากินเหลืออยู่ได้อีกเพียง 2 ชม. ให้ทิ้งได้เลย

3.นมที่ละลายแล้ว เก็บในช่องน้ำเย็นได้ 24 ชม. ห้ามเอากลับไปแช่แข็งอีกรอบ

การเก็บรักษานมสต๊อกในกรณีพิเศษ เช่น ไฟฟ้าดับ ภัยพิบัติ ส่วนในกรณีปกติให้ยึดตามหลักเกณฑ์ข้างบนเท่านั้นค่ะ

1.กรณีที่ทราบล่วงหน้าว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้ ทำให้ใช้เครื่องปั๊มนมไฟฟ้าไม่ได้ ให้เตรียมที่ปั่นไฟ หรือ ที่ปั๊มนมใช้มือโยก หรือที่ปั๊มนมใช้แบตตารี่ หรือฝึกบีบด้วยมือ

2.การป้องกันไม่ให้นมแช่แข็งที่อยู่ในตู้แช่ละลาย ในกรณีที่ทราบล่วงหน้าว่าจะไม่มีไฟฟ้าใช้
เตรียมที่ปั่นไฟเพื่อใช้กับตู้แช่
ย้ายนมแช่แข็งไปแช่ที่อื่น
ถ้านมไม่เต็มตู้เแช่ ให้เอาน้ำใส่ถุงเข้าไปแช่แข็งถมพื้นที่อากาศให้เต็มตู้ตั้งแต่ยังมีไฟฟ้าใช้ เพื่อให้แข็งตัวเตรียมไว้ตอนไฟฟ้าดับ น้ำแข็งเหล่านี้จะช่วยให้นมแช่แข็งละลายช้าลง
ถ้าย้ายนมแช่แข็งไปไหนไม่ได้ อย่าเปิดตู้แช่โดยไม่จำเป็น ถ้านมเต็มตู้แช่และไม่เปิดเลย จะคงสภาพการแข็งได้นานถึง 48 ชม. (อ้างอิง via USDA) แต่ถ้ามีนมแช่แข็งเพียงครึ่งเดียวในตู้ ให้จัดนมแช่แข็งอยู่ตรงกลางตู้ เพราะจะเป็นบริเวณที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่มากที่สุด เอาหนังสือพิมพ์มายัดให้เต็มตู้แช่เพื่อให้มีอากาศน้อยที่สุด หรือเอาน้ำแข็งแห้งมาใส่ในตู้แช่ จะคงสภาพการแข็งได้ 24 ชม.

3.ถ้าไม่ทราบล่วงหน้าว่าไฟฟ้าดับ มาพบว่านมแช่แข็งละลายไปบางส่วนแต่ยังมีเกล็ดน้ำแข็งอยู่เกินครึ่ง ให้รีบทำให้แข็งใหม่โดยเร็ว ยังสามารถเก็บนมนั้นไว้ใช้ได้ และใช้นมส่วนนี้ให้หมดก่อน เพราะอายุการเก็บจะไม่นานเท่าเดิม (อ้างอิง via HMBANA’s best practice, 2005.)

4.ถ้านมไม่มีเกล็ดน้ำแข็งแล้ว ไม่สามารถกลับไปแช่แข็งได้อีก ถ้าไม่เย็นแล้ว ให้ทิ้ง ถ้ายังเย็นอยู่สามารถใช้ได้ภายใน 48 ชม.สำหรับเด็กปกติที่ไม่ใช่เด็กป่วยหรือเด็กคลอดก่อนกำหนด แต่ถ้าเป็นเด็กป่วยหรือคลอดก่อนกำหนดใช้เกณฑ์ 24 ชม.
Read More

วันอาทิตย์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เด็กๆ เรียนรู้จากสิ่งที่เค้าอยู่ด้วยทุกๆวัน

เด็กที่เติบโตมาจากบ้านที่แตกต่างกัน
ความรู้สึกภายใน จะแตกต่างกันแน่นอน !!
เราให้ลูกๆของเรา โตมากับบรรยากาศแบบไหนกันคะ ?


.
หมอเปิดอ่านหนังสือของ Dr.Dorothy Law Nolte
จิตแพทย์เด็กชื่อดัง เจ้าของบทกลอนดังเช่นกัน :)
children learn what they live !!!
ผู้เขียนร่วมอีกท่าน Rachel Harris

"ถ้าเด็กๆ เติบโตมากับการบ่น ว่า วิจารณ์
เค้าก็เรียนรู้ที่จะด่าว่าคนอื่น

ถ้าเด็กๆ อยู่กับการส่งเสริมให้กำลังใจ
เค้าจะเรียนรู้ที่จะเชื่อมั่นในตนเอง

ถ้าเด็กๆอยู่กับการชื่นชม 
เค้าเรียนรู้ที่จะกตัญญู เห็นคุณค่า

ถ้าเด็กเติบโตมา กับการยอมรับในตัวเค้า
เค้าเรียนรู้ที่จะชอบตนเอง :) "

หมอเปิดอ่านทีไร ก็รู้สึกโดนใจทุกที
เด็กเหมือนกับฟองน้ำ 
เค้าซึมซับทุกอย่างที่เราทำ
ทุกสิ่งที่เราพูด
เค้าเรียนรู้จากเราตลอดเวลา
ไม่ว่าเราจะสอน หรือไม่สอนเค้าก็ตาม

เด็กๆ เรียนรู้จากการกระทำ มากกว่าคำพูด !!!

ถ้าเราบ่นว่า ไม่ว่าจะตัวเด็ก หรือว่าคนอื่นๆ
เรากำลังโชว์เด็ก ทั้งคำพูด น้ำเสียง สายตา กิริยาท่าทาง
สอนเด็กในสิ่งที่ผิด มากกว่าสิ่งที่ถูกต้อง )))))))))))

การบ่น การทำโทษบ่อยๆ
ยิ่งจะเพิ่มระยะห่างของเด็กกับเรา
การกระตุ้นให้กำลังใจ บอกสิ่งที่ควรทำสั้นๆ ชัดเจน
เหมาะกับวัย ให้ทางเลือก กับเค้า
ชื่นชมให้กำลังใจเวลาเค้าทำสิ่งที่ดี
มันง่ายที่เด็กๆ จะให้ความร่วมมือมากกว่า
(จริงๆ หมอว่าไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่เองก็ไม่ต่างกัน 
ธรรมชาติมนุษย์ทุกคนเป็นเช่นนั้น :) )

ความจริงก็คือ เราทุกคนผิดพลาดได้ 
อุบัติเหตุต่างๆ ก็เกิดขึ้นได้
และเราก็ปรับแก้ไข ให้ดีขึ้น ดีขึ้น ทุกวันได้เช่นกันค่ะ 

มาทำให้บ้าน เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าอยู่
ให้เด็กๆของเราเติบโตขึ้นอย่างงดงามกันค่ะ :)

บทความโดย
หมอภา/Jeerapa prapaspong

Read More

วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2559

10 ข้อดีของการให้นมลูกจากเต้า

จากการวิจัยพบว่าทารกที่ได้นมแม่แข็งแรงกว่าเด็กที่ได้นมผง เพราะนมแม่มีภูมิต้านทานโรคและสารอื่นๆที่ช่วยต่อสู้กับเชื้อโรค วันนี้จะขอยกตัวอย่างข้อดีของการให้นมลูกจากเต้ามาสัก 10 อย่างค่ะ


นมแม่เป็นสารอาหารที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัยต่อลูกของเราที่สุด

จะหานมอะไรที่ปลอดภัยและได้สารอาหารที่ร่างกายต้องการเทียบเท่านมแม่ไม่มีอีกแล้ว ต่อให้เทคโนโลยีของมนุษย์จะก้าวไกลไปแค่ไหน ก็ไม่อาจจะเลียนแบบนมสังเคราะห์ใดๆ หรือนมจากสัตว์อื่นๆ ที่ทั้งปลอดภัย และมีสารอาหารได้เสมอเหมือนนมแม่อีกแล้วในโลกนี้

เด็กที่เติบโตมาจากการกินนมแม่ แข็งแรงกว่าเด็กที่กินนมวัว

เพราะในน้ำนมแม่ทุกหยด กลั่นมาจากภายในร่างกายของแม่เอง ภูมิต้านทานต่างๆ ในตัวของแม่ จะถูกถ่ายทอดผ่านน้ำนม เมื่อลูกได้กินนมแม่ก็จะได้รับภูมิต้านทานต่างๆ ไปด้วย ซึ่งนมวัวหรือนมสังเคราะห์อื่นๆ จะไม่มี ภูมิต้านทาน

หมดปัญหาลูกท้องผูก

เพราะนมแม่นั้นย่อยง่าย ทำให้ลูกไม่ต้องทรมานกับอาการท้องผูก แต่หากลูกของเรากินนมวัวหรือนมประเภทอื่นจะพบปัญหาท้องผูกได้มากกว่า

หมดปัญหาเรื่องลูกอ้วนเกินไป

เคยเห็นเด็กทารกตัวอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักใช่ไหมค่ะ แต่บ่อยครั้งเด็กแรกเกิดที่เราเห็นอ้วนจ้ำหม้ำน่ารักนั้นก็มีน้ำหนักตัวเกินมาตราฐาน สาเหตุมาจากการเลี้ยงลูกด้วยนมวัวหรือนมสังเคราะห์ชนิดอื่นๆ นั้นเอง ในขณะที่การ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ลูกของเราจะไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักตัวเกินเลย น้ำหนักตัวของลูกจะเป็นไปตามมาตราฐานของเด็กในแต่ละวัยแบบธรรมชาติ

โอกาสเกิดผื่นผ้าอ้อมน้อยกว่า

ผื่นผ้าอ้อมเกิดจากความอับชื้น และเกิดปฏิกริยาของเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งกรณีที่เราเลี้ยงลูกด้วยนมวัวนั้น ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียมากกว่า เมื่อมารวมกับความอับชื้น (จากการใส่ผ้าอ้อม) ผิวของลูกจะเกิดอาการ ผื่นแดงๆ (จึงเรียกว่าผื่นผ้าอ้อม) ซึ่งหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ ของเสียของลูกจะมีเชื้อแบคทีเรียน้อยกว่ามาก โอกาสที่ลูกจะต้องทรมานกับอาการผื่นผ้าอ้อมก็จะลดลงด้วย

สานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก

การให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่เอง เป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย มีแต่แม่ที่เคยให้ลูกดูดนมจากอกตัวเองเท่านั้นถึงจะบรรยายความรู้สึก ความสุขใจ ที่เกิดขึ้นในตัวของแม่คนนั้นได้เอง นอกจากนั้นตลอดเวลาที่ลูกดูดนม จากอกแม่ ลูกก็จะมองหน้าแม่ของตัวเอง ซึ่งช่วงเวลาที่ให้นมลูกนั้น เป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าที่สุด เพราะแม่ลูกจะได้สบตา ได้พูดคุย ได้แสดงความรักต่อกัน ทำให้ลูกสามารถรับรู้ได้ว่าแม่ของเขารักเขามากแค่ไหน นอก จากนั้นการที่ลูกดูดนมจากอกของแม่บ่อยๆ จะทำให้ลูกจำกลิ่น เสียง หน้าตา และสัมผัสต่างๆ ของแม่ได้เร็วกว่าเด็กที่กินนมจากขวดนม

ร่างกายของแม่จะผอมเร็วกว่า

หลังจากคลอดลูก ร่างกายของคุณแม่แม้ว่าจะน้ำหนักลงไปบ้าง แต่ระบบภายใน รวมถึงมดลูกอาจจะยังไม่เข้าที่เท่าที่ควร การเลี้ยงลูกโดยให้ลูกดูดนมแม่จากอกนั้น จะช่วยกระตุ้นร่างกายของแม่ให้หลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่ง (ซึ่งจะออกมาเฉพาะตอนที่ให้ลูกดูดนมแม่เท่านั้น) โดยฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยให้มดลูกหดตัวเข้าที่ได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นการที่ร่างกายต้องผลิตนมแม่จะช่วยเผาผลาญไขมันต่างๆ ตามหน้าท้องออกไปด้วย ทำให้รูปร่าง ของแม่ที่เพิ่งคลอดลูก กลับมาผอมเพรียวได้เร็วกว่าแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมวัว โดยเฉลี่ยแล้วการที่เลี้ยงลูกเอง ให้ลูกกินนมจากอกแม่เอง น้ำหนักตัวของแม่จะลดลงเฉลี่ยเดือนละ 1-2 กิโลกรัม ซึ่งหากเราให้ลูกกินนมแม่ตลอด 6 เดือนแรกหลังคลอด น้ำหนักตัวและรูปร่างของคุณแม่ก็จะเข้ารูปและเกือบจะกลับมาเป็นปกติ

เป็นอาหารที่สะดวกที่สุดสำหรับลูกตลอด 24 ชม.

นมแม่เป็นแหล่งเติมพลังของลูกน้อยของเราที่สามารถให้ลูกกินได้ตลอด 24 ชม. เมื่อไรที่ลูกหิว เราก็สามารถให้ลูกกินนมจากอกของเราได้ทันที ไม่ต้องพกขวด น้ำร้อน นมผง ฯลฯ ให้ยุ่งยาก สะดวกและรวดเร็วทันใจ ลูกที่สุดแล้วละค่ะ

เป็นนมอุ่นๆ พร้อมดื่มได้ตลอดจากอกแม่

คุณสมบัติที่พิเศษที่หานมอื่นๆ ในโลกนี้ไม่ได้อีกแล้วนั้นคือ การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น แม่ไม่ต้องกังวลว่านมแม่นั้นจะร้อนเกินไป หรือเย็นเกินไปสำหรับลูก เพราะนมแม่ที่ออกมาจากเต้านั้น จะมีอุณหภูมิที่พอเหมาะกับ ลูกของเราทันที หากเลี้ยงลูกด้วยนมวัว เราคงต้องตรวจสอบก่อนเสมอว่านมที่ผสมนั้นจะร้อนเกินไปหรือเย็นเกินไปหรือไม่

ไม่ต้องเสียเงินค่านมแพงๆ รวมถึงอุปกรณ์อื่นๆ

ค่านมผงชนิดต่างๆ นั้น ปัจจุบันราคาถีบตัวสูงมากขึ้น ไหนจะค่าขวดนม ค่าน้ำยาล้างขวดนม อุปกรณ์ล้างขวดนม ฯลฯ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะหมดไปหากเราเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่ เพราะนมแม่กลั่นมาจากร่างกายของแม่เอง ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมใดๆ อีก

นอกจากนั้น การที่ลูกดูดนมแม่ยังส่งผลช่วยลดน้ำหนักตัวของแม่หลังคลอดได้ ช่วยไม่ให้มีปัญหาตกเลือดเพราะมดลูกบีบตัวดีขึ้น สร้างความภูมิใจและเห็นคุณค่าในตัวเองของความเป็นแม่
Read More

วันพุธที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2559

พัฒนาการทารกแรกเกิดถึง 1 ปี

พัฒนาการของเด็กวัย 1 เดือน

    ยกศีรษะได้ชั่วครู่(นอนคว่ำ)
    สบตา
    จ้องหน้าแม่

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– ยิ้มแย้ม มองสบตา เล่นพูดคุยกับลูก
– เอียงหน้าไปมาช้าๆ ให้ลูกมองตาม
– อุ้มบ่อยๆ อุ้มพาดบ่าบ้าง

พัฒนาการของเด็กวัย 2 เดือน

    ชันคอในท่าคว่ำ
    รู้จักยิ้มตอบ
    คุยอ้อแอ้ ทำเสียงอือ อา อยู่ในคอ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– เล่นกับลูกโดยแขวนของสีสด ห่างจากหน้าลูกประมาณ 1 ศอกให้ลูกมองตาม
– พูดคุยทำเสียงต่างๆ และร้องเพลง
– ให้ลูกนอนคว่ำในที่นอนที่ไม่นุ่มเกินไป

พัฒนาการของเด็กวัย 3 เดือน

    ชันคอได้ตรงเมื่ออุ้มนั่ง
    ยกศีรษะได้ 45 องศา
    เริ่มพลิกคว่ำ
    ส่งเสียงโต้ตอบ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– อุ้มท่านั่ง พูดคุยทำเสียงโต้ตอบกับเด็ก
– ให้ลูกนอนเปล หรืออู่ ที่ไม่มืดทึบ

*ถ้าลูกอายุ 3 เดือน แล้วลูกไม่สบตา หรือ ยิ้มตอบ ไม่ชูคอในท่านอนคว่ำ ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

พัฒนาการของเด็กวัย 4 เดือน

    เริ่มส่งเสียงอ้อแอ้หัวเราะเอิ๊กอ๊าก เสียงดัง
    มองตามสิ่งของหรือคนที่เคลื่อนไหวในระยะห่าง 6 นิ้ว
    เริ่มไขว่คว้า
    ยกศีรษะได้เต็มที่ ชูคอตั้งขึ้นในท่าคว่ำ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กินนมแม่อย่างเดียว
– จัดที่ที่ปลอดภัยให้เด็กหัดคว่ำ คืบ
– เล่นกับลูกโดยชูของเล่นให้ลูกไขว่คว้า
– ชมเชย ให้กำลังใจลูก เมื่อลูกทำได้

พัฒนาการของเด็กวัย 5 เดือน


    นอนคว่ำใช้แขนยันยกหน้าอกขึ้นได้
    พลิกคว่ำ พลิกหงาย
    ไม่ตื่นกลางดึก
    เอื้อมมือคว้า
    คืบ

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– หาของเล่นสีสดชิ้นใหญ่ที่ปลอดภัยให้หยิบ จับ และให้คืบไปหา
– พ่อแม่ช่วยกันพูดคุย โต้ตอบ ยิ้มเล่นกับเด็ก
– พูดถึงสิ่งที่กำลังทำอยู่กับเด็ก เช่น อาบน้ำ กินข้าว

พัฒนาการของเด็กวัย 6 เดือน

    คว้าของมือเดียว
    หันหาเสียงเรียกชื่อ
    ส่งเสียงต่างๆ โต้ตอบ
    ยันตัวลุกขึ้นนั่ง(แต่นั่งได้ไม่นานหรือต้องมีที่พิงหลัง)
    ฟันซี่แรกเริ่มโผล่พ้นเหงือก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– เวลาพูดให้เรียกชื่อเด็ก
– เล่นโยกเยกกับเด็ก
– หาของให้จับ

* ถ้าลูกอายุ 6 เดือน แล้วไม่มองตาม หรือ ไม่หันตามเสียง หรือ ไม่สนใจคนมาเล่นด้วย ไม่ พลิกคว่ำหงาย ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

พัฒนาการของเด็กวัย 7 เดือน

    นั่งทรงตัวได้เอง
    เปลี่ยนสลับมือถือของได้
    หยิบอาหารใส่ปาก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– อุ้มน้อยลง ให้เด็กได้คืบและนั่งเล่นเอง โดยมีคุณแม่คอยระวังอยู่ข้างหลัง
– ให้เล่นสิ่งที่มีสี และขนาดต่างกัน เช่น ลักษณะผิวเรียบ – หยาบ อ่อน – แข็ง
– ให้หยิบจับสิ่งของ เข้า – ออก จากถ้วย หรือกล่อง

พัฒนาการของเด็กวัย 8 เดือน


    มองตามของที่ตก
    แปลกหน้าคน

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– กลิ้งของเล่นให้เด็กมองตาม
– พูดและทำท่าทางเล่นกับเด็ก เช่น จ๊ะเอ๋ จับปูดำ แมงมุม จ้ำจี้ ตบมือ

พัฒนาการของเด็กวัย 9 เดือน

    คลานเก่ง
    เข้าใจเสียงห้าม
    เล่นจ๊ะเอ๋ ตบมือ
    ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือหยิบของชิ้นเล็ก

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– หัดให้เกาะยืน เกาะเดิน
– หัดให้เด็กใช้นิ้วหยิบ จับของกินชิ้นเล็กเข้าปาก เช่น ข้าวสุก มะละกอหั่น มันต้มหั่น ฟักทอง ต้ม
– ห้ามใช้ถั่ว หรือของที่จะสำลักได้

พัฒนาการของเด็กวัย 10 เดือน

    เหนี่ยวตัว ตั้งไข่ ลุกขึ้น เกาะยืน เกาะเดิน
    ส่งเสียงต่างๆ “หม่ำ หม่ำ”, “จ๊ะ จ๋า”

วิธีการที่พ่อแม่สามารถส่งเสริมให้ลูกมีพัฒนาการตามวัย
– จัดที่ให้เด็กคลาน และเกาะเดินอย่างปลอดภัย
– เรียกเด็ก และชูของเล่นให้เด็กสนใจเพื่อลุกขึ้นจับ

พัฒนาการของเด็กวัย 11 เดือน
    ตบมือ
    โบกมือบ๊ายบาย
    พูดคำแรก

พัฒนาการของเด็กวัย 12 เดือน

    ก้าวเดินได้เอง

* ถ้าลูกอายุ 1 ปี ยังไม่เกาะเดิน ไม่สามารถใช้นิ้วมือหยิบของกินเข้าปาก ไม่เลียนแบบท่าทาง และเสียงพูด ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

บันทึกพัฒนาการเด็กต่อไปนี้ แสดงความสามารถตามวัยของเด็ก ซึ่งเด็กแต่ละคนอาจมี พัฒนาการเร็ว – ช้า แตกต่างกัน ถ้าถึงอายุที่ควรทำได้แล้วเด็กทำไม่ได้ ควรให้โอกาสฝึกก่อน ใน 1 เดือน ถ้าไม่มีความก้าวหน้า ควรปรึกษาแพทย์ หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุข

ที่มา: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
Read More

วันอังคารที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2559

ไวรัสซิกา (Zika virus) คืออะไร เกี่ยวกับคนท้องอย่างไร?

เห็นข่าวช่วงนี้มีคนท้องติดเชื้อไวรัสซิก้า จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และมีวิธีป้องกันอย่างไรดี วันนี้เลยพามาทำความรู้จักกับ ไวรัสซิก้ากันค่ะ



ไวรัสซิก้านั้นเป็นไวรัสซึ่งอยู่ในตระกูลฟลาวิไวรัส (flavivirus) จำพวกเดียวกับไวรัสไข้เหลือง ไวรัสเดงกี ไวรัสเวสต์ไนล์ และไวรัสไข้สมองอักเสบเจอี ซิก้าไวรัสสามารถติดต่อได้จากยุงกัด

ผู้ป่วยจากไวรัสซิก้านั้นจะมีไข้ อาจจะมีผื่น ปวดตามข้อ และตาแดง โดยปกติแล้วอาการโดยรวมจะไม่รุนแรงมากและหายได้เองภายในไม่กี่วัน ผู้ป่วยอาการหนักพบได้น้อยและอาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล มีรายงานการติดเชื้อไวรัสซิก้าที่ประเทศบราซิลเมื่อกลางปี 2558 การระบาดในประเทศบราซิลนั้นเชื่อว่าทำให้เกิดความผิดปกติของบุตรที่เกิดจากหญิงที่ติดเชื้อระหว่างตั้งครรภ์ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลยืนยันทางแพทย์ยังไม่ชัดเจน

การติดต่อ

ยุงลาย เป็นพาหะสำคัญของไวรัสซิก้า ซึ่งเป็นพาหะนำโรคชนิดเดียวกับไวรัสไข้เลือดออกเดงกี่และไข้เลือดออกชิคุนกุนย่า ยุงลายชอบวางไข่ในน้ำนิ่ง สะอาด เช่น แหล่งน้ำในครัวเรือน มีรายงานพบว่าหญิงที่ใกล้จะคลอดบุตร สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่บุตรได้ และมีรายงานว่าเชื้อไวรัสสามารถผ่านทางน้ำนมได้ อย่างไรก็ตาม กลไกในการถ่ายทอดผ่านการตั้งครรภ์และน้ำนมนั้นยังไม่ชัดเจน และพบได้น้อยมาก



อาการแสดง

โดยทั่วไปพบว่าราว 1 ใน 5 ของผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสซิก้านั้นจะป่วยและแสดงอาหาร ระยะฟักตัวของโรคยังไม่แน่ใจ แต่น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับไข้หวัดใหญ่ คือ สองสามวันไปจนถึงเป็นสัปดาห์ อาการแสดงคล้ายไข้หวัดใหญ่ โดยจะมีไข้ มีผื่นขึ้น ปวดตามข้อ และตาแดง บางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ ผู้ป่วยที่มีอาการหนักอาจต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล อัตราตายพบน้อย

การวินิจฉัย

ขณะนี้ยังไม่มีเครื่องมือวินิจฉัยที่ทำได้ในสถานพยาบาลทั่วไป แพทย์อาจซักประวัติว่าผู้ป่วยเดินทางไปยังประเทศที่เสี่ยงมาหรือไม่ อาการของโรคโดยรวมนั้นคล้ายกับไข้หวัดใหญ่หรือไข้เลือดออก ดังนั้นในประเทศไทย แพทย์จะต้องวินิจฉัยแยกโรคจากไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออกด้วย


การรักษา

ส่วนใหญ่เป็นการดูแลตามอาการเป็นหลัก ยาต้านไวรัสหรือวัคซีนยังไม่มีในขณะนี้ เนื่องจากในประเทศนั้นตัวโรคมีความคล้ายคลึงกับไข้เลือดออกและไข้หวัดใหญ่ จึงมีข้อควรระวังเนื่องจากอาจจะแยกโรคได้ยากในช่วงต้น คือการงดใช้ยาแก้ปวดและลดไข้กลุ่ม NSAIDs เนื่องจากรบกวนการทำงานของเกร็ดเลือดและเสี่ยงต่อการมีเลือดออกง่าย


การป้องกัน

ทำได้โดยป้องกันยุงกัดเป็นหลัก หลักการป้องกันและควบคุมโรคในไทยสามารถใช้หลักการเดียวกับการป้องกันไข้เลือดออก โดยธรรมชาติของยุงลายนั้นจะชอบกัดในเวลากลางวัน การสวมเสื้อผ้ามิดชิด อยู่ในมุ้งหรือใช้มุ้งลวด สามารถลดความเสี่ยงของการโดนยุงกัดได้ สิ่งสำคัญคือการกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งมักเป็นภาชนะที่มีน้ำขังในครัวเรือน เช่น ถ้วยชามที่มีน้ำขัง แม้แต่เศษขยะก็มีน้ำขังได้


สถานการณ์โรค

ขณะนี้ยังไม่พบรายงานของการติดเชื้อไวรัสซิก้าในไทยหรือประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศที่พบผู้ป่วยนั้น อยู่ในทวีปอเมริกา ตั้งแต่เม็กซิโกลงไปถึงกลุ่มประเทศอเมริกากลางและอเมริกาใต้ พบการติดเชื้อในเกาะประปรายในมหาสมุทรแอตแลนติค หากเดินทางไปยังประเทศเหล่านี้ภายใน 30 วัน และเกิดอาการเจ็บป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ ให้แจ้งประวัติเหล่านี้ให้แพทย์ทราบ

เนื่องจากมีความกังวลถึงความเชื่อมโยงระหว่างการติดเชื้อไวรัสซิก้ากับความผิดปกติของการตั้งครรภ์ จึงแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หรือมีแนวโน้มจะตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด

เนื่องจากไวรัสซิก้าติดต่อจากยุงลายกัด ดังนั้น ตัวไวรัสจะไม่สามารถถ่ายทอดได้โดยตรงจากการสัมผัส หรือไอจาม อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยนั้น บางครั้งอาการเจ็บป่วยแยกจากไข้หวัดใหญ่ได้ยาก จึงควรมีมาตรการป้องกันเสมอ เมื่อเข้าใกล้ผู้ที่มีกลุ่มอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น การล้างมือ การไอจามต้องปิดปากทุกครั้ง


ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเป็นโรคนี้ได้แก่
ผู้ที่เดินทางไปในพื้นที่ ที่มีการระบาดโดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ เพราะอาจติดเชื้อแล้วทำให้ทารกคลอดมามีศีรษะเล็กกว่าปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ได้

โดยสรุป


  • ไวรัสซิก้าติดต่อจากยุงลายกัด
  • ยังไม่มีรายงานของผู้ป่วยในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ตามควรเฝ้าระวังใกล้ชิด เพราะประเทศไทยมียุงลาย
  • กลุ่มเสี่ยงคือผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดและมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
  • อาการของโรคคล้ายไข้หวัดใหญ่ มีไข้ ปวดเมื่อยเนื้อตัว ปวดข้อ อาจมีผื่นและตาแดง
  • ระยะฟักตัวไม่แน่ชัด แต่คาดว่าคล้ายไข้หวัดใหญ่คือสองสามวันถึงสัปดาห์
  • อาหารของโรคไม่รุนแรงและหายได้อง ส่วนน้อยจะมีอาการหนักและต้องรักษาในโรงพยาบาล
  • ยังไม่มีการรักษาจำเพาะ ส่วนใหญ่ให้การรักษาตามอาการ
  • ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ ยังคงต้องแยกโรคจากไข้หวัดใหญ่และไข้เลือดออก
  • ป้องกันยุงลายกัด และทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย 


ที่มา - Bangkok Hospital
Read More

วันศุกร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2559

ผู้บริโภคควรรู้ ตัวย่อ MFG,MFD,EXP, EXD, BB ,BBE คืออะไร

ตัวย่ออย่าง MFG,MFD,EXP, EXD, BB หรือ BBE คืออะไร สินค้าอะไรบ้างที่เรามักจะเจอตัวย่อแบบนี้ อย่างเช่น สินค้าจำพวกอาหาร อาหารเสริม เครื่องสำอาง เวชสำอาง ต่างๆ  ซึ่งมักจะพบตัวย่อเหล่านี้ติดอยู่บนฉลาก  มาดูความหมายของตัวย่อแต่ละตัวกันดีกว่าครับ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้านั้นๆได้อย่างถูกต้อง





MFG/MFD   Manufacturing Date /Manufactured Date         วันที่ผลิต
EXP/ EXD   Expiry Date /Expiration Date                          วันที่หมดอายุ
BB/BBE      Best Before/Best Before End                           ควรบริโภคก่อนวันที่  

ตัวอย่าง
คำย่อ MFG. date หรือ MFd ย่อมาจากคำว่า manufacturing date แปลว่าวันที่ผลิต
* MFd 22/8/09 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 22 เดือนสิงหาคม ค.ศ.2009 หรือ พ.ศ.2552
* MFG. date 15.12.52 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ.2552
* MFd AUG.09 หมายถึง ยานี้ผลิตเมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.2009 หรือ พ.ศ.2552

EXP หรือ Exp.date ย่อมาจากคำว่า expiration date แปลว่า วันที่หมดอายุ เช่น

* EXP JUL 10 หมายถึง ยานี้หมดอายุเดือนกรกฎาคม ค.ศ.2010 หรือพ.ศ.2553
* Exp. date 15.12.53 หมายถึง ยานี้หมดอายุวันที่ 15 เดือนธันวาคม พ.ศ.2553

Reg. No. ย่อมาจากคำว่า registered number แปลว่า เลขที่ทะเบียนยา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ออกให้ ตัวอักษร A B C บอกว่าเป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบัน โดย A คือ ยาสำเร็จรูปที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ B คือ ยาสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ แล้วมาแบ่งบรรจุภายในประเทศ C คือ ยาสำเร็จรูปที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ (ไม่มีการแบ่งบรรจุภายหลัง)

ส่วนตัวเลขที่ใช้นำหน้าอักษร A B C ซึ่งมี 1 และ 2 มีความหมายดังนี้ 1 คือ ยาเดี่ยว (มีตัวยาสำคัญตัวเดียว) 2 คือ ยาสูตรผสม (มีตัวยาสำคัญหลายตัว)

เพราะฉะนั้น Reg. No.1A จึงบอกเราว่า ยานี้เป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ซึ่งเป็นยาเดี่ยว ส่วน Reg. No. 2A บอกเราว่ายานี้เป็นยาสำเร็จรูปแผนปัจจุบันที่ผลิตขึ้นภายในประเทศและเป็นยา สูตรผสม

Batch. No. หมายถึง เลขที่ครั้งที่ผลิต ถ้ายามี Batch. No. เหมือนกัน แสดงว่า ผลิตออกมาครั้งเดียวกัน

L & C. No. ย่อมาจาก lot and control number หมายถึง เลขที่ครั้งที่ผลิตและควบคุมคุณภาพ มีความหมายคล้ายกับ Batch. No.

ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 194 พ.ศ.2543 เรื่องฉลากอาหาร กำหนด    ให้อาหารทุกชนิดที่ผู้ผลิตไม่ได้เป็นผู้ขายอาหารนั้นให้กับผู้บริโภคโดยตรงต้องแสดงฉลากบนภาชนะ  บรรจุโดยแสดงข้อมูลเกี่ยวกับอาหารนั้น และข้อมูลที่ต้องมีคือข้อมูลความปลอดภัยที่ประกอบด้วย   วันที่ผลิต/หมดอายุ วิธีการเก็บรักษา วิธีปรุง และคำเตือนต่างๆ แต่กฎหมายเปิดทางให้บริษัทผู้ผลิตสามารถใช้คำว่า “หมดอายุ” หรือ “ควรบริโภคก่อน” ก็ได้ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนในความหมายของคำสองคำนี้ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องจึงขออธิบายความหมายของคำสองคำ      นี้ก่อน

“หมดอายุ”  หมายถึง วันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันนั้นแล้วอาหารจะเน่าเสีย หรือบูด ห้ามรับประทาน ควรนำไปทิ้ง

“ควรบริโภคก่อน” หมายถึง อาหารจะมีรสชาติดี ยังคงคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามที่ ระบุไว้บนฉลากอาหารจนถึงวันนั้น หลังจากวันนั้นไปรสชาติ คุณภาพและคุณค่าทางอาหารจะลดลง แต่จะไม่มีปัญหาในเชิงความปลอดภัย จึงยังสามารถบริโภคได้โดยไม่มีอันตราย แต่อาจไม่ได้ประโยชน์จากอาหารนั้นตามที่ระบุไว้บนฉลากอาหารก็ได้ และจะกำหนดวันล่วงหน้าไว้ระยะหนึ่งก่อนที่อาหารนั้นจะหมดอายุหรือเสีย

เพราะฉะนั้นเวลาที่เราจะซื้อยาให้ลูกก็ควรดูข้อมูลสินค้าจะได้ไม่เสียประโยชน์นอกจาก วันทีผลิต วันหมดอายุ ควรบริโภคก่อน ก็อาจยังมีข้อมูลอื่นๆที่ระบุบนสินค้าด้วย เช่น ล็อตการผลิต การยิงตัวเลข running number เป็นต้น

เครดิตจากหมอชาวบ้าน
Read More

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2559

เมื่อลูกเป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล รับมืออย่างไรดี?

อา การเป็นหวัดถ้าไม่เป็นหนักถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อ ก็มักจะมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ มาสร้างความรำคาญให้เราจะมีวิธีการอะไรรับมือกับอาการเหล่านี้หรือเปล่า เรามีข้อมูลมาให้คุณผู้อ่านทราบกันนะครับ



น้ำมูกไหล

อาการน้ำมูกไหลแบบใสๆ นั้น บางทีก็เกิดจากการแพ้อากาศธรรมดา ไม่ได้เป็นหวัด น้ำมูกใสทำให้คันจมูกยุกยิก เหมือนจะจามแต่ก็ไม่จามสักทีน่ารำคาญพิลึกเลยนะครับ การใช้ยาลดน้ำมูกก็เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ได้ผลดีที่สำคัญก็คือต้องอ่านเอกสารกำกับยาให้เข้าใจก่อน เพราะยาลดน้ำมูกอาจมีผลข้างเคียงหรือหากรับประทานร่วมกับยาอื่นหรือแอลกอฮอล์ ก็อาจเป็นอันตรายได้หากน้ำมูกมีลักษณะมีอาการผิดปกติเช่น มีไข้ร่วมด้วย น้ำมูกเปลี่ยนสีมีเลือดปน หรือใสนานเกือบเดือน ควรไปพบแพทย์

เสมหะ

นอกจากน้ำมูกไหล เราอาจรู้เหมือนมีเสมหะออกมาที่คอ ทำให้หายใจไม่สะดวก อันที่จริงโพรงจมูกของเราก็จะสร้างเมือกเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ออกมาตามปกติแล้วเมือกเหล่านี้ก็จะไหลลงคอไปโดยเราไม่รู้ตัว โดยเมือกเหล่านี้จะจับสิ่งต่างๆ ที่เราหายใจเข้าไปด้วย เช่น ฝุ่นละอองต่างๆ แล้วนำไปกำจัดต่อไปที่ระบบย่อยอาหาร แต่เมื่อเรามีอาการภูมิแพ้หรือเป็นหวัด ร่างกายก็จะสร้างเมือกออกมามากขึ้น จนเรารู้สึกเหมือนมีเสมหะอยู่ที่ลำคอที่ทำให้เรากระแอมบ่อยๆ ซึ่งทำให้เจ็บคอได้ถ้าเกิดอาการเหล่านี้ขึ้น ก็ควรหลีกเลี่ยง สิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคือง เช่น ควันบุหรี่ นอกจากนี้ควรดื่มน้ำมากๆ เพื่อหล่อลื่นให้เมือกไหลลงคอได้สะดวก หรืออาจจะใช้น้ำเกลือล้างจมูกหรือใช้น้ำเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำอุ่นสองถ้วย กลั้วคอ

คัดจมูก

อาการคัดจมูกนั้นเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น ไวรัส อาการภูมิแพ้โดยสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละอองเกสร ขนของสัตว์
อาจทำให้โพรงจมูกบวมจนปิดทางเดินหายใจ หรือบางทีมีอาการเยื่อจมูกอักเสบทำให้หลอดเลือดที่จมูกขยายตัว จนปิดทางเดินหายใจ
บางคนเวลาเครียดมากๆ ก็ทำให้เยื่อจมูกอักเสบได้เช่นกัน วิธีแก้คัดจมูกนั้นมีหลายวิธีเช่น สูดไอน้ำร้อนเพื่อละลายเมือก ทำให้
หายใจโล่ง ดื่มน้ำมากๆ แต่ไม่ควรเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เนื่องจากคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายหรือพวกประเภทน้ำต้มยำ
เพราะกลิ่นของข่า ตะไคร้ใบมะกรูด บวกกับความเผ็ดร้อนของพริกและรสเปรี้ยวของมะนาว ทำให้อาการคัดจมูกหายไปได้พักใหญ่

ถ้าจะให้ดีก็อย่าให้เป็นหวัดคัดจมูกน้ำมูกไหลเลยดีกว่า ดังนั้นใครที่ตากฝนหรือเจอละอองฝนแม้เพียงเล็กน้อย ก็ต้องรีบอาบน้ำ
เปลี่ยนเสื้อผ้า และทำร่างกายให้อบอุ่น แต่ในบางสถานการณ์เราก็ไม่อาจทำเช่นนั้นได้ วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ การเสริมสร้างร่างกาย
ให้แข็งแรงอยู่เสมอ ทั้งการออกกำลังกาย อาหารการกินและการพักผ่อน ร่างกายจะได้มีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะเจอพายุฝนสักกี่วัน ก็จะไม่เป็นหวัด คัดจมูก น้ำมูกไหล ให้รำคาญใจกันนะครับ

ข้อมูลจาก : นิตยสาร update เดือนกรกฎาคม2549
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ปลาสวาย สุดยอดปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 สูง

โดยส่วนใหญ่พอได้ยินคำว่า "โอเมก้า 3" เราก็มักจะนึกถึงกรดไขมันชั้นดีที่มีอยู่ในปลาทะเล อย่าง ปลาแซลมอน ปลาเทราต์ ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมคคาเรล ซึ่งปลาเหล่านี้เป็นปลาที่นำเข้าจากต่างประเทศและมีราคาค่อนข้างสูง
.
จึงไม่ค่อยมีใครนึกถึงปลาน้ำจืดของไทย ว่าจริงๆแล้วก็มีปลาบางชนิดที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 สูงไม่แพ้ปลาทะเลจากเมืองนอกเลย


ซึ่งปลาที่ว่าก็คือ ปลาสวาย เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 สูงกว่าปลาทะเล
สูงกว่าปลาแซลมอน 3 เท่า 
ไม่ต้องไปซื้อปลาทะเลแพงๆ ให้ลูกทานนะคะ ปลาน้ำจืดของบ้านเรานี่แหล่ะ สดใหม่กว่าปลาแช่แข็งที่นำเข้าจากเมืองนอกค่ะ
.

.
สำคัญ: ในนมแม่มีไขมันโอเมก้า3 ที่ร่างกายจะดึงจากไขมันในร่างกายของแม่ มากลั่นเป็นน้ำนมเพื่อบำรุงสมองของลูกนะคะ
.
นอกจากนี้ปลาช่อน ยังมีโอเมก้า 3 สูง ถึง 870 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม 
ปลากะพงขาว มีโอเมก้า 3 ประมาณ 310 มิลลิกรัมต่อน้ำหนัก 100 กรัม และที่สำคัญหาซื้อง่าย แถมราคายังถูกกว่าปลาทะเลน้ำลึกอีกด้วย 
.
ที่มา : เว็บไซต์ สสส. และโพสต์ทูเดย์

Read More

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

การตั้งท้องที่สองต่างจากท้องแรกหรือไม่

คุณแม่ท้องที่สองมักรับรู้สัญญาณการตั้งครรภ์ในช่วงต้นได้ไวกว่าท้องแรก ท้องที่สองมีแนวโน้มว่าขนาดท้องจะใหญ่เร็วกว่าและมีขนาดท้องที่ใหญ่กว่าเพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องและมดลูกเคยผ่านการขยายตัวมาแล้ว ท้องที่ใหญ่ขึ้นอาจส่งผลต่อการปวดหลังและการเจ็บครรภ์ที่มากขึ้น กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หลวมตัวมากขึ้นจะทำให้คุณแม่รู้สึกถึงการเตะของลูกได้ได้เร็วขึ้น อาจรู้สึกถึงการเตะของลูกได้ตั้งแต่อายุครรภ์ 16 สัปดาห์ การคลอดครั้งที่สองมักจะง่ายและเร็วกว่าเพราะกล้ามเนื้อต่างๆเคยหย่อนและคลายตัวตอนคลอดครั้งแรกแล้ว การออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนตัวกลับแข็งแรงขึ้น เพื่อกล้ามเนื้อหน้าท้องที่หย่อนนี้จะทำให้เกิดเจ็บท้องและปวดหลังมากขึ้น การควบคุมจังหวะชีวิตให้ช้าลงและผ่อนคลายจิตใจไม่เครียดจะช่วยลดอาการปวดหัวตอนเช้าๆ เพราะความเครียดที่เกิดจากการเลี้ยงลูกคนแรกด้วยจะทำให้หมดพลังงานได้ง่ายๆและเป็นตะคริว ดังนั้นระหว่างวันควรหยุดพักให้บ่อยขึ้น


เพิ่งคลอดได้สามเดือนแล้วตั้งท้องลูกคนใหม่ต้องเตรียมตัวอย่างไร
          ร่างกายของคุณแม่ยังไม่กลับมาสมบูรณ์พร้อม แต่ต้องไม่เครียดกับการเตรียมตัว การกินอาหารร่างกายแม่อาจยังสะสมวิตามินและสารอาหารต่างๆไม่ทัน ฉะนั้นต้องกินเข้าไปชดเชยมากกว่าปกติเพื่อให้แน่ใจว่าคุณแม่และคุณลูกในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ โดยเน้นที่โปรตีนและธาตุเหล็ก อย่างไรก็ดีควรปรึกษาแพทย์เพื่อใช้อาหารเสริม ต้องตั้งเป้าเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสม หากให้นมลูกคนแรกด้วยต้องแน่ใจว่าไม่ฝืนร่างกายคุณแม่ ถ้าร่างกายไม่ไหวควรใช้นมผงช่วยหรือหย่านมแม่เลย ต้องให้แน่ใจว่าอาหารที่แม่กินจะมีพลังงานเพียงพอสำหรับแบ่งให้ลูกที่กินนมแม่และลูกในท้องด้วย คุณแม่พักผ่อนให้เพียงพอ นอนให้มากกว่าคนทั่วไป หาคนมาช่วยแบ่งเบางานบ้านและงานที่ไม่จำเป็น ร่วมทั้งหาผู้ช่วยเลี้ยงลูกคนแรกด้วย


เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก
            เคยมีปัญหาการคลอดก่อนกำหนดในการตั้งครรภ์ครั้งแรก และกลัวว่าจะเกิดซ้ำในการตั้งท้องที่สอง ก่อนอื่นเมื่อตั้งครรภ์ท้องที่สองควรบอกแพทย์เมื่อฝากครรภ์ไว้ก่อนว่ามีประวัติการคลอดก่อนกำหนด แพทย์อาจพิจารณาให้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนเสริมการตั้งครรภ์ในช่วงตั้งแต่สัปดาห์ที่ 16 จนถึงสัปดาห์ที่ 36 เพื่อลดความเสี่ยงการคลอดก่อนกำหนด โปรเจสเตอโรนเป็นฮอร์โมนของการตั้งครรภ์
Read More

โปรตีนนุ่ม CPP คืออะไร และดีต่อทารกอย่างไร

 “นมแม่” คือ นมที่ดีสุดสำหรับเด็กเล็กช่วง 1 ขวบปีแรก และควรเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้นานที่สุดเท่าทีจะทำได้  แต่เมื่อมีความจำเป็นต้องให้นมผงกับลูก ควรพิจารณาเลือกนมที่มี CPP โปรตีนนุ่ม และ ไขมันที่ย่อยง่าย และอุดมไปด้วยสารอาหารธรรมชาติ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อเสริมพัฒนาการรอบด้านที่ดีให้กับลูกรัก และพัฒนาสมอง เด็กเล็กช่วง 1 ขวบปีแรกกระบวนการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์ โปรตีนจากนมที่ลูกดื่มต้องเป็นโปรตีนคุณภาพ มีความนุ่ม ย่อยง่ายสบายท้อง  จากการศึกษาพบว่า โปรตีนนุ่ม ( Casein phosphopeptidesหรือ CPP) เป็นโปรตีนที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับทารก เรามาทำควารู้จักกับสุดยอดโปรตีน โปรตีนนุ่มCPP กันค่ะ



โปรตีนนุ่ม CPP คืออะไร
โปรตีนนุ่ม หรือ Casein phosphopeptides ตัวย่อ CPP คือ โปรตีนที่มีลักษณะที่อ่อนนุ่ม ย่อยง่าย ช่วยในการดูดซึมเกลือแร่ต่างๆ ที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม เข้าสู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพและนำไปใช้ได้ทันที

โปรตีนนุ่ม CPP ดีต่อทารกอย่างไร 
เด็กเล็กช่วง1 ขวบปีแรก ระบบการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ กระบวนการย่อยและการดูดซึมโปรตีนในนม เมื่ออยู่ในสภาพเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะอยู่ในรูปก้อนโปรตีน หรือ Curd ซึ่งเป็นการจับตัวกันหลายๆ โมเลกุลของ เคซีน ซึ่งเมื่อถูกย่อยโดยเอนไซม์ในกระเพาะอาหาร จะแตกตัวออกเป็นโมเลกุลย่อยๆ คือ Casein phosphopeptides (CPP) ซึ่งจะถูกย่อยต่อไปในลำไส้เล็ก และถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายในรูปกรดอะมิโน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในร่างกายต่อไป เนื่องจากเด็กเล็กช่วง1 ขวบปีแรก ระบบการย่อยและการดูดซึมยังไม่สมบูรณ์เต็มที่หากเด็กได้ดื่มนมที่มีโปรตีนโมเลกุลอัดกันแน่นย่อยยาก จะส่งผลทำให้เด็กไม่สบายท้อง ร้องกวนโยเย ท้องอืด จากนมย่อยยากดูดซึมยาก ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ เด็กดื่มนมที่มีโปรตีนนุ่ม CPP จึงช่วยลดปัญหาอาการไม่สบายท้อง ท้องอืด ท้องผูกได้เป็นอย่างดี

CPP โปรตีนนุ่มหาได้จากไหน
CPP โปรตีนนุ่มพบมากในนมแพะ โดยนมแพะนอกจากจะมี CPP โปรตีนนุ่มที่เพิ่มการดูดซึม แคลเซียม เหล็ก สังกะสี แมกนีเซียม สู่ร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว นมแพะยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน และนมแพะยังมีระบบสร้างน้ำนมแบบ อะโพไครน์ มี Bioactive Components จากธรรมชาติในปริมาณสูงอีกด้วย



ขอบคุณข้อมูล : mamaexpert
Read More

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2559

9 สาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูก

1.ประวัติเคยเป็นโรคปีกมดลูกอักเสบมาก่อน (Pelvic inflammatory disease: PID) ซึ่งการติดเชื้อทำให้เกิด การทำลายสภาพปกติของท่อนำไข่ ซึ่งเป็นที่เดินทางของไข่  ซึ่งปกติภายในท่อนำไข่จะมี เซลล์ ที่คล้ายนิ้วมือเล็ก ๆ (Cilia) คอยโบกให้ตัวอ่อนเคลื่อนตัวเข้าไปสู่โพรงมดลูก เมื่อเซลล์เหล่านี้เสียหายก็ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถเคลื่อนที่ไปฝังตัวในโพรงมดลูกได้ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด



2.ภาวะมีบุตรยาก และการกระตุ้นการตกไข่ด้วยฮอร์โมนในปริมาณสูงๆ มีโอกาสเกิดท้องนอกมดลูกได้สูงกว่าคนปกติถึง 4 เท่า นอกจากนี้ในกลุ่มผู้มีบุตรยากมักมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) ซึ่งมักทำให้เกิดพังผืดบริเวณท่อนำไข่ ทำให้ท่อนำไข่ผิดรูป และตีบตันได้

3.การใช้ห่วงอนามัยคุมกำเนิด (Intrauterine device: IUD) โอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกประมาณร้อยละ 3-4 โดยห่วงอนามัยชนิดที่มีทองแดงมีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกน้อยกว่าห่วงชนิดอื่นๆ เพราะกลไกของห่วงอนามัยสามารถป้องกันการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกเท่านั้น


4.การเคยได้รับสารกลุ่ม diethylstilbestrol(DES) เป็นฮอร์โมนเพศหญิง หรือ เอสโตรเจน (Estrogen)ในระดับสูงๆ ทำให้เกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่าคนปกติ 3-5 เท่า ปัจจุบันยานี้เลิกใช้ไปแล้ว แต่พบว่าการที่ผู้หญิงบางคน ได้รับยาคุมกำเนิดชนิดหลังร่วมเพศ ซึ่งมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงๆ  ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกได้สูงขึ้นเช่นกัน

5.การผ่าตัดบริเวณท่อนำไข่ การขูดมดลูก ซึ่งอาจทำให้เกิดพังผืดหลังผ่าตัด รบกวนการเดินทางของไข่

6.การสูบบุหรี่ ทำให้เกิดตั้งครรภ์นอกมดลูกมากกว่าคนปกติ 1.6-3.5 เท่า

7.การทำหมัน ทำให้เกิดการท้องนอกมดลูกหลังทำหมันได้ประมาณร้อยละ 6 และมักเป็นในช่วงหลังจาก 2 ปีหลังการทำหมันไปแล้ว

8.ประวัติเคยตั้งครรภ์นอกมดลูกมาก่อน ก็มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกซ้ำในท้องถัดไป ได้ร้อยละ 10-25

9.อายุ ในกลุ่มที่อายุมาก (35-44 ปี) มีโอกาสเกิดการตั้งครรภ์นอกมดลูกสูงกว่ากลุ่มอายุน้อย (15-24 ปี) ถึง 4 เท่า เชื่อว่าอาจเกิดจากการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อท่อนำไข่ ( myoelectrical ) ทำให้การเคลื่อนไหวบีบตัวของท่อนำไข่ทำงานน้อยลง


Read More

ไขข้อข้องใจ! คุณแม่ผ่าคลอด มีลูกได้กี่คน?

คลอด...ฉากสำคัญของกระบวนการเป็นแม่ที่ผู้หญิงต้องเผชิญ หากจะถามเจ้าตัวว่าเธออยากคลอดเองตามธรรมชาติหรือฝืนธรรมชาติ แบบที่ต้องอาศัยคมมีดผ่าตัด เชื่อว่าส่วนใหญ่ต้องการให้ทุกอย่างดำเนินไปตามครรลองของธรรมชาติ แม้ว่าใจหนึ่งอดประหวั่นพรั่นพรึงกับสิ่งที่ต้องเผชิญไม่ได้ อย่างเช่น ความเจ็บปวด หรือร้อยแปดพันเก้าที่คนเขาเล่าว่า... มันเป็นช่วงเวลาวิกฤติเจียนตาย

ในยุคหลังๆ ที่ผ่านมา ผู้หญิงเราจึงหันหลังให้ความเจ็บปวดในการคลอดตามธรรมชาติ หันมาเรียกร้องต้องการให้กำเนิดแบบสบายๆ ไร้ความเจ็บปวดด้วยวิธีผ่าคลอดในอัตราสูงขึ้นทุกทีๆ แล้วเลยเถิดไปถึงผ่าคลอดด้วยต้องการกำหนดฤกษ์เกิดให้ลูก ยิ่งมีการเสนอข้อมูลชวนให้คล้อยตามว่า ผ่าคลอดดีกว่าคลอดเอง อ้างอิงถึงความน่ากลัว เสี่ยงอันตรายต่างๆ นานาของการคลอดเองตามธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็สรรเสริญการคลอดด้วยวิธีผ่าตัดว่าดีกว่า ปลอดภัยกว่า ทั้งต่อแม่และลูกน้อยชวนให้เข้าใจว่า การคลอดเองตามธรรมชาติจะทำให้แม่บอบช้ำทั้งทางร่างกายและจิตใจ มีผลอย่างมากต่อชีวิตเซ็กซ์หลังคลอด (ถึงกับหย่าร้างกันเพราะช่องคลอดหลวม) ลูกน้อยเสี่ยงต่อการขาดออกซิเจน มีศีรษะเบี้ยว ยาว ปากเบี้ยว กะโหลกร้าว เลือดคั่งในสมอง เกิดความสับสนว่าการคลอดด้วยตัวเองที่ผู้หญิงนับล้านเคยคลอดมาแล้วนั้นมันเสียหายร้ายแรงถึงเพียงนี้หรือ อย่างนี้เปลี่ยนเป็นผ่าตัดคลอดกันทุกคนมิดีกว่าหรือ วันนี้มาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับการผ่าไม่ผ่า ที่เราได้ยินได้อ่านมา



โดยปกติแล้วคุณแม่ที่ผ่าคลอดบุตรคุณหมอจะแนะนำให้มีลูกแค่ 2 คนเท่านั้น และเว้นช่วงการมีลูกห่างกัน 2 ปี เพื่อให้คุณแม่ได้พักผ่อนร่างกายและกันเรื่องแผลที่ผ่าจะแยก หรือเรื่องมดลูกจะแตก ดังนั้นหลังผ่าคลอดควรเว้นระยะไปซักนิดถ้าต้องการมีลูกคนต่อไป เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นได้ค่ะ

แต่ในปัจจุบัน คุณแม่ผ่าคลอดบางคน ผ่าคลอดลูก 3-4 คน ก็มีมาแล้ว หรือ บางคนเว้นช่วงยังไม่ถึงปี ก็ตั้งครรภ์คนต่อไปเลยแบบนี้ก็มีค่ะ คุณแม่ผ่าคลอดจะมีลูก 2 คน 3 คน หรือ 4 คน ก็ได้ แต่ต้องอยู่ในความดูแลของคุณหมออย่างใกล้ชิด คุณหมอจะดูข้อจำกัดของคุณแม่ที่เคยผ่าคลอดมาแล้ว ดังนี้


  • อายุของคุณแม่มากเกินไปหรือไม่
  • แผลผ่าคลอดครั้งที่แล้ว หนาบางแค่ไหน
  • มีพังผืดที่ท้องมากเกินไปหรือไม่ ถ้ามีมากไม่สมควรผ่าคลอดอีกค่ะ
  • โรคประจำตัวที่อาจจะแทรกซ้อนรุนแรงขณะที่ตั้งครรภ์

ในกรณีคุณแม่ที่ผ่าคลอดแล้วต้องการมีลูกมากกว่า 2 หรือ 3 คนขึ้นไปคุณหมอจะตรวจร่างกายของคุณแม่อย่างละเอียด เช่น ตรวจภายใน ตรวจมดลูก และโรคแทรกซ้อนต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างตั้งครรภ์ ดังนั้นคุณแม่ผ่าคลอดที่ต้องการมีลูก 3-4 คนขึ้นไปต้องดูแลร่างกายตัวเองให้มากกว่าปกติและทำตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่งครัดเท่านั้นค่ะ
Read More

ไขข้อข้องใจ ตุ่มบริเวณลานนมคืออะไร? เกี่ยวอะไรกับยาคุมกำเนิด

ในแถวๆ ลานนมนั้น จะมีต่อมไขมันชนิดพิเศษประกอบอยู่ด้วย เรียกว่าต่อม Montgomery glandโดยมันจะทำหน้าที่ในการสร้างสารที่มีกลิ่นแบบเดียวกับกลิ่นของน้ำคร่ำ เพื่อให้ทารกแรกเกิดได้กลิ่น แล้วตามกลิ่นที่คุ้นเคยมาจนเจอหัวนมได้ในที่สุด เป็นเสมือนแผนที่นำทางของทารกนั่นเอง ซึ่งสารตัวนี้จะช่วยให้ทารกเรียนรู้ได้ว่าคนไหนเป็นแม่ และเริ่มต้นดูดนมแม่ได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า ทารกเรียนรู้การดูดนมได้ด้วยตัวเอง (self-attachment) หรือ ที่เรียกกันว่า breast crawl 


ตุ่มเหล่านี้จะมีประมาณ 4 – 28 ตุ่ม อาจเพิ่มหรือขยายขนาดได้ ในกรณีได้ฮอร์โมนเพิ่ม เช่น การทานยาคุมกำเนิด หรือช่วงมีประจำเดือน

อาการตุ่มขึ้นแบบนี้ ถือว่าเป็นปกติ ไม่มีอันตราย และไม่เกี่ยวกับมะเร็ง นะครับ แต่หากตุ่มไขมันนี้เกิดการอักเสบ ก็จะทำให้มีอาการปวด บวม แดง เจ็บบริเวณนั้นได้ ก็ไม่มีอันตรายอะไร รักษาเหมือนเป็นผิวหนังอักเสบ ครับ

โดยหากนำทารกแรกเกิดที่ยังไม่เช็ดตัวหรืออาบน้ำ ได้เลียมือตัวเองเพื่อลิ้มชิมรสและได้กลิ่นของน้ำคร่ำ ทารกจะพยายามเคลื่อนที่ตามหากลิ่นที่หลั่งจากต่อม Montgomery ประกอบกับการที่สายตาของทารกแรกเกิดจะมีความสนใจเป็นพิเศษต่อสิ่งที่เป็นวงกลมและเป็นสีดำขาวตัดกัน ซึ่งนั่นก็คือ หัวนมคุณแม่นั่นเอง ในที่สุดทารกแรกเกิดก็จะหาหัวนมคุณแม่ได้เจอ และเริ่มต้นดูดนมได้เอง โดยที่เราไม่ต้องช่วยเลย

สารตัวนี้ช่วยให้ทารกมีความต้องการอยากดูด พฤติกรรมนี้จำเพาะเจาะจงสำหรับสัตว์แต่ละเผ่าพันธุ์ นั่นคือ ทารกคนจะไม่ตอบสนองต่อกลิ่นของแม่วัว

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมา เพื่อสนับสนุนให้ลูกของสัตว์แต่ละชนิดได้ดูดนมแม่ของตัวเองตามสัญชาตญาณ แต่ทว่า กฏเกณฑ์บางอย่างที่คนสร้างขึ้นกลับทำให้สิ่งเหล่านี้สูญหายไป เช่น การแยกแม่ลูกทันทีที่คลอด การนำลูกไปอาบน้ำทำความสะอาดก่อนที่จะให้ลูกได้เริ่มต้นดูดนมแม่ทันที การเสริมนมผงให้ทารกโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ เหล่านี้จึงทำให้ การให้นมแม่กลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และล้มเหลว


ที่มา - นพ. หะสัน มูหาหมัด และ Lakeshore Medical Clinic's
Read More
loading...